“วราวุธ” ติดตามผลสำเร็จบ่อน้ำพุโซดาห้วยกระเจา ย้ำ! ขอให้ใช้น้ำรู้ค่า ด้านกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกดปุ่มเดินเครื่อง ระยะ 2

23.04.21 | 18:08 น.

“วราวุธ” ติดตามผลสำเร็จบ่อน้ำพุโซดาห้วยกระเจา ย้ำ! ขอให้ใช้น้ำรู้ค่า ด้านกรมทรัพยากรน้ำบาดาลกดปุ่มเดินเครื่อง ระยะ 2 ช่วยชาวบ้านอีก 15 หมู่บ้านมีน้ำใช้

“วราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำทีมลงพื้นที่ ห้วยกระเจา ติดตามความก้าวหน้าโครงการน้ำพุโซดา ย้ำขอให้ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ขณะที่กรมทรัพยากร    น้ำบาดาลเดินหน้าโครงการระยะ 2 สร้างแหล่งน้ำให้ประชาชนอีก 15 หมู่บ้านได้ใช้ทั้งอุปโภคบริโภค และการเกษตรวันนี้ (23 เมษายน 2564) ที่บ้านทุ่งคูณ หมู่ที่ 19 ตำบลห้วยกระเจา อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะ ประกอบด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางไปตรวจราชการ เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการศึกษา สำรวจ และรูปแบบการพัฒนาน้ำบาดาลจากแหล่งกักเก็บในหินแข็งระดับลึก ในพื้นที่ธรณีวิทยาโครงสร้างซับซ้อน โดยมี นายสวัสดิ์ อั้นเต้ง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายสมหวัง      บุญระยอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายทนงศักดิ์ ล้อชูสกุล ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากร     น้ำบาดาล เขต 2 สุพรรณบุรี ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ร่วมให้การต้อนรับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า     การเดินทางมาที่อำเภอห้วยกระเจาในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนตามเป้าหมาย แต่สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่    ให้เกิดการใช้น้ำกันอย่างประหยัด ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้น้ำตามความจำเป็นและเกิดความยั่งยืน

“ น้ำบาดาลเป็นเสมือนกระปุกออมสินที่คนรุ่นปู่ย่าตาทวดนั้นเก็บเอาไว้ให้ และวันนี้มีความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำ ต้องนำน้ำบาดาลมาใช้เท่ากับเป็นการทุบกระปุกออมสิน ดังนั้น จึงต้องมีการบริหารจัดการ แหล่งน้ำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะน้ำบาดาลที่มีนั้น เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และการทำการเกษตรบางชนิดเท่านั้น เช่น การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยใช้วิธีการให้น้ำแบบประหยัด ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการและประสบความสำเร็จ เช่น ในภาคอีสาน แต่หากนำน้ำบาดาลที่มีไปใช้กับพืชไร่ เช่น การทำไร่อ้อย อาจจะทำให้มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ดังนั้นการวางแผนเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญว่า จะนำไปใช้กับการเกษตรอย่างไร ซึ่งต้องขอให้ทางจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจ”นายวราวุธ กล่าวต่อไปอีกว่า คุณสมบัติของน้ำบาดาลตำบลห้วยกระเจามีความพิเศษ ด้วยมีแร่ธาตุ  ในน้ำที่มีคุณสมบัติเด่น มีคุณภาพเทียบเท่าหรือดีกว่าน้ำแร่ยี่ห้อต่างๆ ของต่างประเทศที่จำหน่ายในท้องตลาด นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับจังหวัด และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทำให้การใช้ประโยชน์ในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ด้านการอุปโภคบริโภค และการเกษตรเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชน    ในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว และอื่นๆ ซึ่งต้องมอบให้กับทางจังหวัดกาญจนบุรีเป็นผู้ตัดสินใจ        ในการพัฒนาต่อไปขณะเดียวกันมีรายงานข่าวจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่า สืบเนื่องจากการดำเนินโครงการศึกษา สำรวจ และรูปแบบการพัฒนาน้ำบาดาลจากแหล่งกักเก็บในหินแข็งระดับลึก ในพื้นที่ธรณีวิทยาโครงสร้างซับซ้อน ระยะที่ 1 ขณะนี้ได้สิ้นสุดโครงการและประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยการเจาะสำรวจบ่อ    น้ำบาดาลใน 2 หมู่บ้าน คือ บ้านพยอมงาม หมู่ที่ 12 มีประชาชนได้ประโยชน์ 7 หมู่บ้าน จำนวน 2,369 คน หรือ 709 ครัวเรือน และบ้านทุ่งคูณ หมู่ที่ 19 มีประชาชนได้รับประโยชน์ 9 หมู่บ้าน จำนวน 4,989 คน หรือ 2,015 ครัวเรือน สามารถผลิตน้ำมาใช้ประโยชน์ได้กว่า 170,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี อีกทั้งยังได้เกิดประโยชน์ในเชิงการท่องเที่ยว เช่น บ่อบาดาล ที่บ้านทุ่งคูณ หมู่ 19 ที่เจาะพบว่า เป็นน้ำที่มีความซ่าคล้ายโซดา มีแร่ธาตุสูง สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำแร่ดื่มได้ แต่เนื่องด้วยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีเป้าหมายที่ต้องการแก้ไขปัญหาและช่วยให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอห้วยกระเจามีน้ำใช้อย่างเพียงพอและยั่งยืน จึงกำหนดแผนดำเนิน โครงการในระยะที่ 2 ขึ้น เพื่อพัฒนารูปแบบระบบประปาบาดาลที่เหมาะสมกับสภาพอุทกธรณีวิทยาและสภาพพื้นที่ ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และทำการเกษตรอย่างยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยจะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลห้วยกระเจาไม่น้อยกว่า 15 หมู่บ้าน ได้รับน้ำสะอาดจากระบบประปาอย่างทั่วถึง