ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความจน” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เด็กที่มีความหลากหลายทางเพศตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ต้องตกเป็นเหยื่อ “ถูกซื้อ-ถูกนำ” ไปขายเพื่อร่วมกิจกรรมทางเพศ โดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินสด สิ่งของ แลกเป็นค่าอาหาร ที่พักอาศัย หรือแม้แต่ยอมแลกคะแนนเพื่อผลการเรียนที่ดีในโรงเรียน ซึ่งภัยทางเพศในเด็กเหล่านี้ทำให้เด็กไม่สามารถพึ่งพาใครได้ ไม่ว่าครู หรือภาครัฐเอง ปัจจุบันจึงมีเด็กที่ตกเป็นเหยื่อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากในโลกยุคโควิด-19 การล่อลวงเด็กถ่ายคลิปทางเพศเผยแพร่ในสื่อออนไลน์จึงเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
การล่วงเกินทางเพศอาจเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าการถูก “ฆาตกรรม” เป็นผลกระทบจากการกระทำที่ถือว่ารุนแรงที่สุด ซึ่งปัญหาการคุกคามทางเพศทุกวันนี้ หลายคนอาจเข้าใจว่ามักเกิดขึ้นกับเพศหญิง เพราะเห็นว่ามีลักษณะทางกายภาพที่อ่อนแอกว่าผู้ชาย แต่จาก “รายงานวิจัย การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กชาย รายงานประเทศไทย” ที่ได้นำเสนอครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 64 ในรูปแบบออนไลน์ โดยเอ็คแพท อินเตอร์เนชั่นแนล (ECPAT) ร่วมกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้มีการพูดคุยกับเยาวชนชายไทยที่อยู่ในวงการขายบริการทางเพศ 20 คน กลับพบว่ามี 18 คนในกลุ่มนี้ ต้องการที่จะเลิกทำอาชีพนี้หากมีทางเลือกอื่นที่ช่วยแก้ปัญหาปากท้องของพวกเขาได้ “ถ้าเลือกได้ ก็อยากเลิกขายบริการ” นี่คือเสียงจากเด็กชายขายบริการทางเพศในไทย
และที่น่าสนใจอีกคือ งานวิจัยชิ้นใหม่นี้กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะส่งต่อแนวทางแก้ไขสู่หน่วยงานรัฐ เพื่อร่วมยุติปัญหา “เด็กผู้ชาย” ถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยเร็วที่สุด จากที่ก่อนหน้านี้อาจมีงานวิจัยแต่ไม่ส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยโดยหน่วยงาน เช่นเมื่อปี 2554 มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า “เด็กผู้ชายถูกล่วงละเมิดทางเพศในลักษณะการร่วมเพศมากกว่าเด็กผู้หญิง 3-5” ซึ่งเป็นข้อค้นพบจากการวิจัยเรื่อง “การกระทำความรุนแรงต่อเด็ก” โดยสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) ที่ดำเนินการตรวจสอบเมื่อปี 2554 (2 ปี) จากการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มเด็กในระบบโรงเรียน เด็กกลุ่มพิเศษ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง รวมกว่า 5 หมื่นคน โดยรูปแบบนั้นมีทั้งการพูดลวนลาม จับจูบลูบคลำ หนักสุดก็ถูกล่อลวงหรือบังคับร่วมเพศ จนอาจกล่าวได้ว่างานวิจัยลักษณะนี้มักจะถูกมองข้าม ยังไม่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในระดับต่างๆ

Mark Kavenagh หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ ECPAT ได้นำเสนอบทสรุปของงานวิจัยที่ใช้เวลาศึกษากว่า 1 ปีครึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การลงพื้นที่เป็นไปได้ยาก โดยได้สัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศที่เป็นเยาวชนชายในไทย ที่กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ อายุระหว่าง 15-24 ปี หรือเรียกว่า “กลุ่มความหลากหลายทางเพศ SOGIE (เพศวิถี, อัตลักษณ์ทางเพศ และการแสดงออก)” พบว่า เกินกว่าครึ่งเริ่มให้บริการแลกเปลี่ยนทางเพศกับสิ่งมีค่าครั้งแรกตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มีอายุน้อยที่สุดคือ 12 ปี โดยการแลกเปลี่ยนทางเพศ บางครั้งเพียงเพื่อต้องการที่พักพิง ต้องการความปลอดภัย หรือเงินเพียงเล็กน้อย
“ปัญหานี้ไม่ควรถูกละเลย เด็กกลุ่มนี้ไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ เพราะอคติที่มองกลุ่มเด็กผู้ชายที่มีความหลากหลายทางเพศ ถูกใช้ไปตัดสินว่า เด็กมีความต้องการทางเพศเอง ทั้งที่จริงแล้วเด็กต้องเป็นผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม”

เยาวชนกลุ่มนี้ต่างต้องการโอกาสที่จะเข้าถึงบริการสังคมอย่างเท่าเทียม ทั้งเพศชาย หญิง และกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ควรมีงาน มีการอบรมสร้างอาชีพมากขึ้น ซึ่ง “Mark” ได้ให้ข้อเสนอต่อการปรับปรุงกฎหมายที่น่าสนใจว่า กฎหมายไทยมีข้อดีที่ไม่แบ่งแยกเพศของเยาวชนที่ถูกกระทำ แต่ที่เห็นว่ากฎหมายยังเป็นปัญหาคือ เด็กที่เป็นผู้ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ยังสามารถถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหา “มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี” ได้ด้วย ทั้งที่ควรจัดอยู่ในกลุ่มผู้เสียหาย อีกทั้งในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่เป็นข้อห้ามในการล่อลวงเด็กทางออนไลน์ หรือการ LIVE Streaming จึงเสนอให้ยกเลิกการจำกัดอายุความสำหรับความผิดฐานแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก เพราะปัจจุบันมีอายุความเพียง 15 ปี แต่มีหลายกรณีที่การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ล่าช้ากว่าความเป็นจริงไปมาก

ขณะที่ด้าน Maia Mounsher จากมูลนิธิเออเบิร์น ไลท์ จ.เชียงใหม่ ได้ยกกรณีเด็กผู้ชายคนหนึ่งขึ้นพูด ซึ่งมีรูปร่างเล็กและมีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจนต้องไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 12 ปี ถูกเพื่อนชักจูงไปดื่มเหล้าและใช้ยาเสพติด เมื่อถูกจับได้ก็โดนตำหนิอย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ดูแลบ้านพัก ทำให้เด็กต้องหนีไปใช้ชีวิตคนเดียว กลายเป็นเด็กเร่ร่อน จนในที่สุดต้องดำรงชีพด้วยการแลกเปลี่ยนบริการทางเพศ ตรงจุดนี้หากมองข้อเท็จจริง “ผู้ใหญ่มีโอกาสที่จะป้องกันเด็กคนนี้ไว้ได้ แต่พวกเขาไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม และไม่เข้าใจความต้องการของเด็ก”

ด้าน ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ ก็ได้มองเห็นจุดเด่นของผลงานวิจัยนี้อย่างชัดเจนว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศไทยเข้าใจปัญหานี้ เพื่อออกแบบกระบวนการแก้ไขที่สามารถตอบโจทย์ของปัญหาที่แท้จริงได้มากขึ้น จากการมีมุมมองจากผู้ปฏิบัติงานจริงที่ทำงานในส่วนหน้า และการนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับผู้ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่เป็น “เด็กผู้ชาย” ด้วยเหตุผลสำคัญที่พวกเขาเข้ามาสู่วงการนี้คือ “ความยากจน”, “ความรุนแรงในครอบครัว” และ “การถูกเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของความแตกต่างของรสนิยมทางเพศ” ประกอบกับภัยคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นกับเด็กผ่านเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เช่นเดียวกับ นางสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงาน เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ และอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว ที่เห็นด้วยกับรายงานวิจัยที่เสนอให้กฎหมายต้องถูกปรับปรุง เพราะมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ขององค์การสหประชาชาติ โดยมองว่า “แม้เด็กผู้ชายจะกระทำโดยสมัครใจก็ตาม ก็ต้องสร้างกระบวนการให้คำแนะนำ และช่วยเหลือ”

แม้แต่ด้าน ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี รองผู้อำนวยการกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังกล่าวชื่นชมรายงานวิจัยชิ้นนี้ เพราะในคดีของ DSI ก็พบว่าตัวเลขเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นเด็กผู้ชายมากกว่า และยังพบอีกสิ่งที่ตามมาคู่กันเสมอคือ การขายภาพลามกอนาจารของเด็กผู้ชายผ่านโลกออนไลน์ บวกกับข้อเท็จจริงที่ DSI พบตรงกันว่า เด็กผู้ชายมักจะมีแนวโน้มเล่าเรื่องที่เขาถูกกระทำต่อคนใกล้ชิดได้ยากกว่าเด็กผู้หญิง เพราะอับอาย กลัวถูกบูลลี่
หากนำรายงานวิจัยนี้มาขยายผล จะพบปัญหาเร่งด่วน คือ 1. รัฐจะยังไม่มีหน่วยงานกลางที่จะบริหารจัดการคดีการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กผู้ชายโดยเฉพาะ ซึ่งอาจเกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกับผู้เสียหายรายเดิม 2. ยังขาดทีมที่จะสามารถรับแจ้งเหตุการณ์เพื่อเข้าไปปกป้องเด็กได้อย่างรวดเร็ว และ 3. ต้องมีกระบวนการเยียวยาเด็กก่อนกลับเข้าสู่สังคม
ทางกลับกันจะเป็นประโยชน์ตั้งแต่การถูกนำไปใช้เพื่อปกป้องเด็กผู้ชายและเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ ก่อนจะตกเป็นผู้ถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ เพราะรายงานวิจัยชิ้นนี้มีแนวทางที่ชัดเจน ซึ่งอาจช่วยยุติปัญหานี้ให้จบลงได้ในที่สุด
ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานวิจัยได้ที่ https://knowledge.tijthailand.org/th/publication/detail/thai-global-boys-initiative-thailand#book/

