การกำหนดโครงสร้างราคาเอทานอลใหม่ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง…?

10.05.21 | 10:28 น.

สถานการณ์ในปัจจุบัน พลังงานถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตทั้งในด้านสาธารณูปโภคต่างๆ ไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิงยานพาหนะ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น และภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้าน้ำมันอาจจะหมดไปจากโลก ซึ่งต้องมีการใช้พลังงานทดแทนน้ำมันในอนาคต ภาครัฐจึงจำเป็นที่ต้องมียุทธศาสตร์ด้านพลังงานมาใช้เพื่อกำหนดเป็นมาตรการต่างๆ ออกมาให้เป็นรูปธรรม น้ำมันเป็นพลังงานฟอสซิลรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันมากในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะลดลงในอนาคต ประกอบกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น ไบโอดีเซลและเอทานอลจึงเป็นพลังงานทดแทนที่สามารถเข้ามาช่วยในการทดแทนการใช้น้ำมันรวมถึงเป็นการช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก “นโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภาคขนส่ง โดยส่งเสริมให้มีการใช้ ไบโอดีเซลและเอทานอลแทนการใช้น้ำมัน”ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ภาครัฐโดยกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการ

กระทรวงพลังงาน ได้มีนโยบายสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมันมาผลิตเป็นไบโอดีเซล อ้อยและมันสำปะหลังมาผลิตเป็นเอทานอลเพื่อทดแทนการใช้น้ำมันเบนซิน ส่งผลให้ประเทศไทยมีน้ำมันเชื้อเพลิง มีหลากหลายชนิดขึ้น เช่น น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7, B10 และ B20 และแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95, แก๊สโซฮอล์ E20, แก๊สโซฮอล์ E85 เป็นต้น นอกจากจะช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศแล้ว ยังช่วยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ให้เกษตรกร และทำให้เกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม จากนโยบายการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผ่านมายังมีประเด็นปัญหาต่าง ๆ เช่น การนำเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีราคาสูงกว่ามาผสมกับน้ำมันจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาต่ำกว่า ผลประโยชน์ที่เกษตรกรควรจะได้รับจากการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และการที่จะไม่มีการชดเชยราคาให้แก่น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ตลอดจนในอนาคตจะมีนโยบายการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างไร เป็นต้น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
(สนพ.) เป็นหน่วยงานที่เสนอแนะนโยบายของประเทศ เพื่อให้ประเทศเกิดความมั่นคงทางด้านพลังงาน มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน จึงได้ให้มีการศึกษาเพื่อประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติว่าส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ สังคม พลังงาน การเกษตร และสิ่งแวดล้อมอย่างไร เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์แนวทาง และเสนอแนะทิศทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซลและเอทานอล)

สำหรับหลักเกณฑ์การกำหนดราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซลและเอทานอล) ที่ สนพ. ใช้ในปัจจุบันนั้น ได้มีการกำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เป็นราคาอ้างอิงในการคำนวณโครงสร้างราคา ณ โรงกลั่นของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยราคาไบโอดีเซลอ้างอิงที่ใช้ในการคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบัน เป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 โดยใช้หลักเกณฑ์การคำนวณราคาแบบ Cost Plus ด้วยการเฉลี่ยจากต้นทุนการผลิตแต่ละวัตถุดิบ ในขณะที่ราคาเอทานอลอ้างอิงที่ใช้ในการคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ในปัจจุบัน ซึ่งราคาอ้างอิงดังกล่าวใช้มาตั้งแต่ปี 2558 โดยใช้ระบบสะท้อนกลไกราคาซื้อขายตลาดในประเทศ เป็นวิธีที่เลือกราคาเฉลี่ยต่ำสุดระหว่างราคาที่ผู้ผลิตเอทานอล รายงานต่อกรมสรรพสามิตกับราคาเอทานอล ที่บริษัทน้ำมันในฐานะผู้ซื้อเอทานอลรายงานต่อ สนพ. (ราคาตลาดในประเทศ)

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ราคาอ้างอิงเชื้อเพลิงชีวภาพ (ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล) นั้น ได้ใช้มาหลายปีแล้ว รวมทั้งจากสถานการณ์การผลิต เทคโนโลยี การใช้ไบโอดีเซลและเอทานอลที่เปลี่ยนแปลงไป จึงควรมีการศึกษาทบทวนหลักเกณฑ์การกำหนดราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อให้ราคาเชื้อเพลิงชีวภาพสะท้อนกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้ราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง สะท้อนอุปสงค์อุปทานในตลาด ได้ราคาเป็นธรรม และได้ช่วยเหลือภาคเกษตรกร

Advertisement

เชื่อว่าการจัดทำราคาอ้างอิงเอทานอลใหม่จะช่วยเตรียมการรองรับสถานการณ์ที่จะไม่มีการชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพภายในปี 2565 ตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งราคาอ้างอิงดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการซื้อขายเอทานอลตามราคาที่เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น และจะทำให้ผู้ประกอบการในระบบเกิดการแข่งขันด้านราคา ทำให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันในราคาถูกลง รวมไปถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากได้อีกด้วย

#สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
#สนพ
#เราสร้างสรรค์เพื่อทุกคน