109 ปี กระทรวงคมนาคม เคียงข้างคนไทย ยกระดับคุณภาพชีวิต เดินหน้าโครงข่ายโลจิสติกส์ระดับโลก

27.05.21 | 14:27 น.

กระทรวงคมนาคม ถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนชื่อจากกระทรวง
โยธาธิการ เป็นกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2455 ตลอดระยะเวลา 109 ปีที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม สะดวกปลอดภัย รวมทั้งพัฒนาให้เกิดการเชื่อมโยงโครงข่ายทั้งในเมืองและระหว่างเมือง สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศอย่างต่อเนื่องสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างเศรษฐกิจในพื้นที่      

มิติการขนส่งในเมือง กระทรวงคมนาคมได้เปิดบริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแล้ว 9 สาย รวมระยะทาง
170 กิโลเมตรในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวก ลดระยะเวลา บรรเทาปัญหาจราจร และเตรียมเปิดให้บริการสายสีแดงเข้มและสีแดงอ่อน บางซื่อ-ตลิ่งชัน ภายในปี 2564 สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี สายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ภายในปี 2565 อีกทั้งกำลังเร่งรัดสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี เพื่อพร้อมให้บริการในปี 2569 นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าเปิดบริการ แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ พญาไท-ดอนเมือง ในปี 2570 ซึ่งการขนส่งระบบรางจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประหยัดพลังงาน ลดจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ ลดมลพิษ กระจายความเจริญในพื้นที่โดยรอบและเชื่อมโยงสู่คมนาคมชานเมืองถึงภูมิภาค

ด้านการขนส่งเส้นทางระหว่างเมือง ได้เร่งรัดโครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอก เพื่อแบ่งเบาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระราม 2 และขยายโครงข่ายทางพิเศษรองรับการเดินทางระหว่างพื้นที่ชั้นนอกและชั้นในกรุงเทพฯ ซึ่งจะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2567 และพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ทล.304 อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ทล.24 อ.นางรอง-อ.ปราสาท จ.บุรีรัมย์ ทล.23 อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี และ ทล.11 อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ทางหลวงชนบท สส.2021 สายแยก ทล.3187-ชะอำ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ทางหลวงชนบท จบ.4001 ถ.เฉลิมบูรพาชลทิต อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ถนนในพื้นที่โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และทางต่างระดับ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

Advertisement

นอกจากนี้ กำลังพัฒนาโครงข่ายถนนเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว “Thailand Riviera” ในเขตจ.สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง ระยะทางรวม 658 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 425 กิโลเมตร เพื่อเป็นการพัฒนาเส้นทางรองรับนักท่องเที่ยวอิสระที่เดินทางท่องเที่ยวเองได้อย่างสะดวกปลอดภัย ลดความล่าช้าในการเดินทางและจุดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และยังส่งเสริมให้เกิดเส้นทางเชื่อมโยงและการกระจายนักท่องเที่ยวสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน

ด้านความปลอดภัยในการเดินทางบนท้องถนน ซึ่งกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการลดอุบัติเหตุ ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทาง โดยมีการพัฒนาสร้างแบริเออร์กั้นกลางถนนด้วยแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier) ทีผ่านการทดสอบในมาตรฐานสากล สามารถลดความรุนแรงของการชนปะทะที่ทำให้บาดเจ็บและเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งยังเป็นการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศสร้างรายได้เกิดประโยชน์ต่อคนไทย

สำหรับโครงข่ายทางอากาศ กระทรวงคมนาคม ได้เดินหน้าแผนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและ
ท่าอากาศยานดอนเมือง ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถให้รองรับผู้โดยสารที่มากขึ้น เพื่อลดความแออัดและ
เพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอ สอดคล้องกับการให้บริการผู้โดยสารภายใต้วิถีชีวิตแบบใหม่ (New Normal) พร้อมกับเชื่อมต่อสู่ระบบขนส่งอื่น รวมทั้งเร่งรัดการพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาค ได้แก่ ท่าอากาศยานแม่สอด ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ท่าอากาศยานกระบี่ ท่าอากาศยานตรัง ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและพัฒนาให้เป็นศูนย์รวบรวมผลผลิตและกระจายสินค้าเกษตรหรือสินค้าเน่าเสียง่ายออกสู่ตลาด ตลอดจนเตรียมความพร้อมให้บริการท่าอากาศยานเบตง จ.ยะลา เพื่อรองรับผู้โดยสารจำนวน 8.6 แสนคนต่อปี

ทั้งหมดข้างต้นเป็นการดำเนินงานโดยตระหนักถึงประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างทั่วถึง สะดวก ปลอดภัย และราคาสมเหตุสมผล ควบคู่กับการมุ่งเน้นความสำคัญ
ในการเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงครอบคลุมทุกกลุ่ม ด้วยหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) พร้อมทั้งเคร่งครัดในด้านสวัสดิภาพและสุขภาพของผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ด้วยมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวดต่อเนื่องและเตรียมจัดหาวัคซีนให้ผู้บริการภาคคมนาคมขนส่งเพื่อความเชื่อมั่นในการใช้บริการขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัยหนุนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ด้วยระบบราง ลดต้นทุนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลก กระทรวงคมนาคมได้ปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี มุ่งมั่นพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง โดยเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาปัจจัยสนับสนุน ตามแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการส่งเสริมระบบรางให้เป็นรูปแบบการขนส่งสินค้าหลักของประเทศ และพัฒนาการขนส่งทางถนนเป็นโครงข่ายสนับสนุน (Feeder) ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ ประหยัดพลังงาน มีความรวดเร็วตรงต่อเวลา และปลอดภัย

โครงการรถไฟความเร็วสูง และรถไฟทางคู่ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ซึ่งรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ช่วง นวนคร-  บ้านโพ ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย และช่วงพระแก้ว-สระบุรี กำหนดแล้วเสร็จตามแผนงานปี 2568 และช่วงที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 355 กิโลเมตร อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด ด้านรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะเปิดให้บริการในปี 2570

ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ กระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดดำเนินการแล้วจำนวน 7 เส้นทางด้วยกัน ได้แก่ ชุมทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ เส้นทางนครปฐม-หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพรจะเปิดให้บริการในปี 2564 นี้ ส่วนมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ กับลพบุรี-ปากน้ำโพเปิดให้บริการภายในปี 2565

ในเวลาอันใกล้ศูนย์กลางการคมนาคมและการขนส่งทางรางที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ “สถานีกลางบางซื่อ”
พลิกโฉมประวัติศาสตร์การขนส่งระบบรางให้เป็นการคมนาคมหลัก เชื่อมต่อการเดินทางจากใจกลางกรุงเทพฯ สู่ภูมิภาค พร้อมพัฒนาพื้นที่ธุรกิจการค้าสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่ โดยมีกำหนดเปิดทดลองให้บริการเดินรถในเดือนกรกฎาคม 2564 นี้

โครงข่ายขนส่งทางถนน กระทรวงคมนาคมมีแผนงานผลักดันการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) ที่ในอนาคตจะเชื่อมต่อไปยังชายแดนของทุกประเทศเพื่อนบ้าน โดยผลการดำเนินงานล่าสุด
มอเตอร์เวย์ จำนวน 5 เส้นทาง ประกอบด้วย สายพัทยา-มาบตาพุด ได้เปิดให้บริการแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี จะเปิดให้บริการปี 2566 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้วปี 2567 และสายนครปฐม-ชะอำ ปี 2569

ด้านการขนส่งทางน้ำ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดศักยภาพด้านโลจิสติกส์และด้านการแข่งขันให้กับประเทศ ซึ่งการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 เพื่อรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ EEC เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าจาก 11 ล้านตู้เป็น 18 ล้านตู้ต่อปี เชื่อมโยงการขนส่งระบบรางเพื่อเอื้อต่อภาคโลจิสติกส์ ลดต้นทุนค่าขนส่งรวมของประเทศจากร้อยละ 13.4 ของ GDP เหลือร้อยละ 12 ของ GDP และประหยัดค่าขนส่งประมาณ 250,000 ล้านบาท พร้อมกับการก้าวสู่การเป็นท่าเรือระดับโลก โดยจะเปิดให้บริการท่าเทียบเรือตู้สินค้า F เป็นลำดับแรกในปี 2568

นอกจากนี้ได้มีการพัฒนาท่าเรือระนอง ให้เป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตกเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งสินค้า ตลอดจนพัฒนาเส้นทางเดินเรือฝั่งอ่าวไทย และให้บริการเดินเรือขนส่งผู้โดยสาร รถยนต์ รถบรรทุกสินค้า ด้วยเรือขนาด 7,000 ตันกรอส ในเส้นทางท่าเรือสัตหีบ-ท่าเรือเซ้าท์เธิร์น สงขลา

และอีกโครงการสำคัญที่จะยกระดับการขนส่งโลจิสติกส์ของประเทศโดยอยู่ระหว่างศึกษาเดินหน้า คือ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย – อันดามัน (Land Bridge) ที่จะเป็นการยกระดับท่าเรือสินค้าในเส้นทางลัดเดินเรือระหว่างท่าเรือระนองฝั่งทะเลอันดามันและท่าเรือชุมพรฝั่งอ่าวไทย ที่เชื่อมโยงด้วยเส้นทางมอเตอร์เวย์และรถไฟทางคู่ สนับสนุนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เชื่อมต่อสู่การขนส่งโลจิสติกส์กับทวีปเอเชีย ตะวันออกกลางและยุโรป ที่สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลาการขนส่งได้ถึง 2 วัน โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา

สู่ศูนย์กลางคมนาคมภูมิภาค พัฒนามาตรฐานโลก

จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ประเทศไทยนับว่าอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สามารถจะเป็นจุดศูนย์กลางคมนาคมของกลุ่มประเทศอาเซียนผ่านโครงข่ายคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยในระยะยาว ด้วยโครงข่ายทางถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบกว่า 100,000 กิโลเมตร เส้นทางมอเตอร์เวย์ในอนาคตอีก 617 กิโลเมตร โครงข่ายรถไฟทั่วประเทศ 4,044 กิโลเมตร โดยปัจจุบันเป็นรถไฟทางคู่ 652 กิโลเมตร และก่อสร้างเพิ่มเติมในอนาคตเป็น 2,033 กิโลเมตร รถไฟความเร็วสูงที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 473 กิโลเมตร รวมถึงมีสถานีกลางเชื่อมโยงระบบรางที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน พร้อมด้วยท่าอากาศยานนานาชาติ 6 แห่ง ท่าอากาศยานภูมิภาค 25 แห่ง เพื่อเดินหน้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจการบิน และยังมีท่าเรือพาณิชย์สำคัญ 5 แห่งที่เป็นมาตรฐานสากลอีกด้วย

การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งเป็นแผนงานที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องนับจากอดีตจนถึงปัจุบัน เพื่อวางโครงข่ายและเสริมรากฐานการคมนาคมอย่างบูรณาการ ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะไม่หยุดยั้งการพัฒนาและ
การก่อสร้างโครงการใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติต่อไป