ท่ามะพลาโมเดลผงาด สิทธิพงษ์ อรุณรักษ์ เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) จ.ชุมพร ผู้ที่เป็นเจ้าของโมเดล ชี้เป็นทางออกแก้ปัญหามังคุดทั้งระบบ ด้วยวิธีการประมูล ขายคุณภาพกินได้ทุกลูก ยันโควิด-19 กระทบน้อย ปี 64 ทำเงินแน่ 30 ล้านบาท ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตร หนุนขยายผลไปสู่เกษตรกรจังหวัดต่าง ๆ
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรครอบคลุมในทุกมิติมาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา เช่น ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ของนายสิทธิพงษ์ อรุณรักษ์ เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ผู้ปลูกมังคุดที่ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรในพื้นที่ พัฒนาการบริหารจัดการกลุ่มและการผลิตมังคุดคุณภาพเพื่อการส่งออก ที่เรียกว่า “ท่ามะพลาโมเดล” จนประสบความสำเร็จ สามารถใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาผลผลิตมังคุดล้นตลาดและราคาตกต่ำได้

ด้าน นายสิทธิพงษ์ อรุณรักษ์ เกษตรกรเจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.หลังสวน จ.ชุมพร ตั้งอยู่เลขที่ 44 บ้านเขาเงิน หมู่ที่ 7 ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร กล่าวว่า ที่มาของ “ท่ามะพลาโมเดล” เกิดจากในอดีตนั้นเกษตรกรต้องประสบปัญหาผลผลิตด้อยคุณภาพจากการขาดองค์ความรู้ และใช้แนวทางการผลิตตามวิถีดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติมา อีกทั้งเมื่อปริมาณผลผลิตออกมากเกินความต้องการ ส่งผลทำให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง
ทั้งนี้ “ท่ามะพลาโมเดล” เป็นแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มและการผลิตมังคุดคุณภาพเพื่อการส่งออก เน้นการผลิตมังคุดคุณภาพ โดยสมาชิกทั้งหมดได้การรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร และกำหนดมาตรฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แบ่งเป็น 5 เกรด คือ มันใหญ่ มันเล็ก มันลาย ดอก และดำ ส่วนการจำหน่ายแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ หนึ่ง การเปิดประมูลให้บริษัทผู้ส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนเข้ามาประมูลในช่วงเวลา 18.30 น. ของทุกวัน ด้วยการยื่นเสนอราคาผ่านทางไลน์ ปัจจุบันมีสัดส่วนการจำหน่ายที่ร้อยละ 90 และช่องทางการจำหน่าย ที่สอง คือ การจัดจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ โดยใช้เว็บไซต์ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหลัก ผลผลิตมังคุดที่จำหน่าย จะมีการติด QR Code เพื่อตอบโจทย์ความเป็น Smart Product ที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่า “มังคุดท่ามะพลา กินได้ทุกลูก” มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 10

“ สำหรับในปี 2564 ปริมาณผลผลิตมังคุดที่จำหน่ายได้ 931 กว่าตัน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 25 ล้านบาท (ณ วันที่ 14 ส.ค.64) และคาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลประมาณช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ปริมาณรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 1,100 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 30 กว่าล้านบาท โดยราคาจำหน่ายผ่านการประมูล จะขึ้นอยู่กับคุณภาพ ในช่วงนี้ราคาเฉลี่ยสำหรับมังคุดเกรดส่งออก ประกอบด้วย มังคุด เกรด A หรือ มันใหญ่ อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนเกรด B หรือมันเล็ก อยู่ที่กิโลกรัมละ 48 บาท เกรด C หรือ มันลาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 34 บาท เป็นต้น ส่วนมังคุดจำหน่ายตลาดในประเทศ คือ มังคุดดอก อยู่ที่กิโลกรัมละ 19 บาท และ มังคุดดำ อยู่ที่กิโลกรัมละ 12 บาท ขณะที่ปี 2563 ซึ่งเป็นปีแรกที่ใช้รูปแบบของท่ามะพลาโมเดล กลุ่มของเรามีรายได้รวมอยู่ที่ 14,864,642 บาท ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างว่า หากยังยึดติดกับการจำหน่ายในรูปแบบดั้งเดิม เมื่อปี 2563 จะมีรายได้จากการจำหน่ายตามราคาตลาดแค่เพียง 4 ล้านเท่านั้น ”
นายสิทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด – 19 ว่า ด้วยรูปแบบของท่ามะพลาโมเดล จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด – 19 มากนัก มีเพียงเรื่องของการขนส่งเพื่อจำหน่ายผลผลิตผ่านตลาดออนไลน์ภายในประเทศ และปัญหาเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างชาติที่ต้องจ้างเข้ามาเพื่อช่วยเก็บผลผลิต ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการแก้ไขร่วมกับจังหวัดชุมพร จึงอยากสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดปรับเปลี่ยนแนวคิด และการบริหารจัดการด้านการตลาด เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งนี้ แนวทางของท่ามะพลาโมเดล คือทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ในวันนี้ เพราะ 1) การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ และ 2) จากการสนับสนุนของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร และสำนักงานเกษตรอำเภอหลังสวน ในเรื่ององค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การบริหารจัดการทางการตลาด และอื่น ๆ รวมทั้งการฝึกอบรมศึกษาดูงาน นำมาสู่การจัดตั้งเป็น ศพก. และได้กลายเป็นสถานที่ร่วมกันคิดค้นท่ามะพลาโมเดล นอกจากนี้ยังได้ขยายผลการรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดศูนย์เรียนรู้การเกษตรท่ามะพลา ที่ช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับพ่อค้า และทำให้ผลผลิตมีราคาที่สูงขึ้นด้วยการผลิตมังคุดที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบันในกลุ่มมีสมาชิกทั้งสิ้น 113 คน” นายสิทธิพงษ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายสิทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้เข้ามาสนับสนุนให้ ศพก. ซึ่งเป็นแหล่งต้นแบบ เกิดการขยายผลท่ามะพลาโมเดลไปสู่เพื่อนเกษตรกร ด้วยการจัดตั้งเป็น ศูนย์เครือข่ายการผลิตมังคุดคุณภาพ ปัจจุบันได้มีการขยายผลไปยังเกษตรกรในอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดชุมพร แบ่งเป็น อำเภอหลังสวน 17 กลุ่ม สมาชิก 1,352 ราย อำเภอเมืองชุมพร 2 กลุ่ม สมาชิก 163 ราย อำเภอพะโต๊ะ 5 กลุ่ม สมาชิก 922 ราย รวมถึงในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ รวม 49 กลุ่ม สมาชิก 3,701 ราย และในภาคตะวันออกอีก 4 กลุ่ม สมาชิก 2,555 รายอีกด้วย

“ด้วยผลงานที่โดดเด่นของ นายสิทธิพงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดในพื้นที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ทำให้ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ประจำปี 2564 จากความมุ่งมั่นในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และเครือข่าย รวมถึงการแก้ปัญหาคุณภาพและตลาดด้วยการบริหารจัดการภายใต้นวัตกรรมสมัยใหม่ในการผลิตสินค้าเกษตรแบบท่ามะพลาโมเดล” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

