คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำกับพลังงานไทยสู่ความยั่งยืนและเป็นธรรม

25.08.21 | 15:00 น.

พลังงานไฟฟ้าได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของคนนับแต่อดีตจนปัจจุบันและต่อไปในอนาคต ณ ปี พ.ศ. 2564 กำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยอยู่ที่ประมาณ 46,095.87 เมกะวัตต์ ขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบเมื่อ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ในปี พ.ศ. 2580 จะเพิ่มกำลังผลิตรวมไปถึง 77,211 เมกะวัตต์ ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยจะต้องสรรหาแหล่งพลังงานเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอีกมากเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต และเพื่อเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว จึงมีความสำคัญที่จะต้องมีผู้กำกับดูแลระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งก็คือบทบาทที่สำคัญของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) นั่นเอง

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เพื่อให้การกำกับกิจการพลังงานภายใต้กรอบนโยบายของรัฐเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีความอิสระในการดำเนินงาน สามารถทำให้การประกอบกิจการพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ที่จะสร้างความสมดุลและเสถียรภาพในระบบพลังงาน ภายใต้การกำหนดหลักเกณฑ์ราคาและมาตรฐานการให้บริการที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้ท้องถิ่น ชุมชน ประชาชน ผู้ใช้พลังงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงานสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในด้านพลังงานและได้รับการคุ้มครอง รวมถึงพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า การสร้างความรู้ ความตระหนัก และมีส่วนร่วมด้านไฟฟ้า ที่มีกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อน

ดังนั้นบทบาทของ กกพ. ที่มีต่อพลังงานไฟฟ้าของประเทศจึงมีความหลากหลาย บทบาทการกำกับดูแลให้มีการจัดหาพลังงานให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกระจายชนิดและแหล่งที่มาของพลังงาน ทั้งจากในและต่างประเทศเพื่อรองรับความต้องการใช้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เป็นบทบาทหนึ่งของ กกพ. ดังที่ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้อธิบายให้ฟังว่า กกพ. จะเข้ามาสร้างกลไกการบริหารจัดการและการลงทุนในระบบพลังงานของประเทศให้มีความมั่งคง ปลอดภัย มีประสิทธิภาพและราคาที่เหมาะสม รวมถึงกำกับดูแลและสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

กกพ. เข้ามากำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงานให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า ด้วยการพัฒนากลไกให้เกิดการแข่งขันในภาคการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากประชาชนในการเลือกใช้พลังงานรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้โครงสร้างการพึ่งพาพลังงานของประเทศมีการกระจายชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าหลากหลายมากขึ้น ตลอดจนสร้างกลไกให้เกิดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง

อีกบทบาทที่สำคัญคือ การสร้างความมั่นใจของผู้ที่ใช้พลังงานต่อภาคการจัดหาพลังงาน ซึ่ง กกพ. จะเข้ามาพัฒนากลไกเพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการระบบพลังงานไฟฟ้าและระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ใช้พลังงานได้รับบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม

Advertisement

“ทาง กกพ. มีหน้าที่เสนอความเห็นเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า และกำกับดูแลให้มีการลงทุนประกอบกิจการไฟฟ้าให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต”

กกพ. ยังมีหน้าที่ส่งเสริมให้มีการแข่งขันในการประกอบกิจการพลังงานโดยสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในกิจการพลังงาน กลไกสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันก็คือ การป้องกันการใช้อำนาจผูกขาด เช่น การไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งได้สิทธิในการผลิตไฟฟ้าโดยไม่ต้องแข่งขัน หรืออนุญาตให้ผู้ประกอบการรายหนึ่งได้สิทธิก่อสร้างระบบเครือข่ายสายส่งและสายจำหน่ายแล้ว จะต้องอนุญาตให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถใช้ระบบเครือข่ายดังกล่าวได้

ดร.บัณฑูร ยังได้ขยายความบทบาทการสร้างโครงข่ายระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กกพ. ว่า กกพ. มีหน้าที่กำกับดูแลให้มีระบบโครงข่ายเข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ ในการเข้าใช้พื้นที่ก่อสร้างระบบโครงข่ายจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบมีโอกาสรับรู้ล่วงหน้า รวมถึงกระบวนการร้องเรียนของประชาชน เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างได้รับความเป็นธรรม

“ในการก่อสร้างระบบโครงข่ายจะต้องมีการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบโครงข่ายโดยหน่วยตรวจสอบและรับรองมาตรฐานเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า ต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้”

นอกจากนี้ นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ให้ข้อมูลบทบาทของ กกพ. ในส่วนของสังคมและสิ่งแวดล้อมว่า กกพ. ยังมีหน้าที่ในการปกป้องดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้พลังงานและชุมชนท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการด้านพลังงาน โดยมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและมีช่องทางในการร้องเรียนหากได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงาน โดยเฉพาะหากมีการรอนสิทธิเพื่อใช้พื้นที่ในการก่อสร้างโครงการด้านพลังงาน ทาง กกพ. ต้องดูแลปกป้องสิทธิของเจ้าของพื้นที่อย่างเป็นธรรม

“ขณะเดียวกัน ยังมีหน้าที่ให้ความรู้และเสริมสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่น รวมถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการด้านพลังงาน โดยใช้เงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเป็นเครื่องมือในการดูแลท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนา เพื่อให้โครงการพลังงานและชุมชนท้องถิ่นอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย เป็นมิตรและเกื้อกูลต่อกัน”

ส่วนบทบาทส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมด้านไฟฟ้า จะเป็นส่วนงานขับเคลื่อนผ่านกลไกกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ตามมาตรา 97(5) ดร.บัณฑูร ขยายความให้ฟังว่า เมื่อประชาชนและผู้ผลิตไฟฟ้ามีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับพลังงานสะอาดรวมถึงการมีส่วนร่วมแล้ว ยังจะลดการพึ่งพาพลังงานจากนอกประเทศ ช่วยให้ประชาชนทุกๆ พื้นที่ของประเทศมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ

“ในปีที่แล้ว กกพ.จึงได้เปิดตัวแคมเปญ Clean Energy for Life ขึ้นมา เพื่อให้คนไทยได้เห็นว่า เรามีพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์(Solar Energy) พลังงานชีวภาพ(Bio-Energy) และพลังงานขยะ(Waste to Energy) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย สามารถนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยบรรเทาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ภาคพลังงานเป็นส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดร.บัณฑูร เล่าอย่างเชื่อมั่นว่า แคมเปญ Clean Energy for Life จะสร้างประโยชน์เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยดีขึ้นจากการใช้พลังงานสะอาดที่ไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้ยังจะช่วยสร้างการรับรู้ว่า พลังงานสะอาดมีราคาที่เข้าถึงได้ สร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนในสังคมไทยจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์

“ถ้าพูดถึงพลังงานสะอาด ไม่ได้หมายถึงพลังงานหมุนเวียนแต่เพียงอย่างเดียว แม้จะเป็นพลังงานที่มาจากแหล่งฟอสซิลก็สามารถทำให้เป็นพลังงานที่สะอาดได้มากขึ้น โดยอาศัยการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน ส่งเสริมการดูแลสภาพแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนขึ้นได้ ซึ่งทุกคนในที่นี้สามารถเป็นผู้ใช้พลังงานสะอาดได้ เพราะเมื่อมีการใช้พลังงานที่สะอาด เราทุกคนก็ได้รับประโยชน์ไปด้วยกัน”

“ในระดับประเทศ เมื่อประชาชนและผู้ผลิตไฟฟ้ามีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับพลังงานสะอาดรวมถึงการมีส่วนร่วมแล้ว ยังจะลดการพึ่งพาพลังงานจากนอกประเทศ ช่วยให้ประชาชนทุกๆ พื้นที่ของประเทศมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ

หนึ่งในโครงการที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างชัดเจน คือ โครงการ “77 โรงพยาบาลไฟจากฟ้า” เป็นโครงการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์กำลังผลิต 100 กิโลวัตต์ บนหลังคาโรงพยาบาล 77 แห่งทั่วประเทศ ผ่านการระดมทุนจากการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน (Crowdfunding) ซึ่งจะสามารถช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 18 ล้านบาท ต่อกำลังการผลิตติดตั้ง 100 กิโลวัตต์ในหนึ่งโรงพยาบาล ภายในเวลา 25 ปี หรือตามอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์”

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน อีกท่านหนึ่งได้อธิบายเสริมว่า ในปีที่แล้วเน้นพื้นฐานความเข้าใจ การสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับเรื่องพลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ มาในปีนี้เมื่อทุกคนอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้ เราจึงเติมความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าพลังงานมีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานที่มาจากขยะ พลังงานที่มาจากชีวมวล ซึ่งเกิดจากผลิตผลทางการเกษตร รวมถึงพลังงานจากก๊าซชีวภาพ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า EDUCATION เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การต่อยอด คือการใช้พลังงานเหล่านั้น  เมื่อเรามีความรู้ที่ถูกต้อง ลดความสับสนในสังคมไทย ก็จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในการที่จะใช้พลังงานเหล่านั้นได้ นั่นคือส่วน ACTION

ที่มาข้อมูล: ข้อมูลกำลังผลิตไฟฟ้ารวมบนเว็บไซต์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(www.egat.co.th)