แกลลัพแนะวิธีบริหารคนกลุ่มมิลเลนเนียล

21.09.16 | 07:28 น.
วิพูล่า กานดี

แกลลัพแนะวิธีบริหารคนกลุ่มมิลเลนเนียล ต้องเข้าใจพฤติกรรม คนกลุ่มมิลเลนเนียลทั่วโลกต้องการแนวทางในการพัฒนา


โดย Vipula Gandhi

 

บริษัท แกลลัพ จำกัด ผู้นำด้านการวิจัยตลาดและผู้ให้คำปรึกษาทางธุรกิจระดับโลก ที่มีประสบการณ์ยาวนานมากกว่า 80 ปี   เปิดเผยว่า ในเดือนตุลาคม 2559 นี้  ที่ประเทศสิงคโปร์  จะมีการจัดงาน Organizational Science Summit ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจ จากประเทศต่างๆ เกี่ยวกับทิศทางรับมือการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่มีการคาดการณ์ว่าคนกลุ่มมิลเลนเนียลกำลังจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลงทุนทุกภาคธุรกิจต่อเนื่องไปยังอนาคต    โดยหนึ่งในเนื้อหาสำคัญจะมีการหยิบยกเรื่องของความสำคัญในการบริหารกลุ่มคนมิลเลนเนียล ที่กำลังเป็นเทรนด์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรงที่สุดของทุกองค์กรและบริษัททั่วโลก มาพูดคุย ประชุมหารือในมิติรอบด้าน ให้ผู้บริหารในแต่ละองค์กรธุรกิจได้ตระหนักถึงปัญหาในด้านการบริหารกลุ่มคนเจ็นนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในปัจจุบันแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเสียงใต้และทั่วโลกประกอบไปด้วยคนกลุ่มมิลเลนเนียลจำนวนมาก         ในประเทศไทยคนกลุ่มมิลเลนเนียลถือได้ว่าเป็นกลุ่มประชากรสำคัญที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจถึง[1]ร้อยละ 37         คนรุ่นนี้แตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆในวัยเดียวกัน   ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุด คือ กลุ่มมิลเลนเนียลกำลังท้าทายประเพณีค่านิยมที่ยึดถือกันมาช้านาน โดยเลือกที่จะไม่รีบเร่งในการแต่งงานและมีบุตร และไม่จำเป็นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือพรรคการเมืองใดๆโดยเฉพาะ[2]        พฤติกรรม ความคิด ความเชื่อและความไม่ยึดติดกฎเกณฑ์เหล่านี้ของคนกลุ่มมิลเลนเนียลส่งผลกระทบในการทำงานเช่นเดียวกัน    โดยทั่วไปกลุ่มคนมิลเลนเนียลในช่วงอายุนี้จะแสดงความไม่ผูกพันกับสถาบัน องค์กร หรือสิ่งใดๆ และมีการเปลี่ยนงานบ่อยกว่าคนรุ่นอื่นๆ     อันที่จริงแล้วคนเหล่านี้มากกว่าครึ่งกล่าวว่า ตอนนี้พวกเขากำลังหางานใหม่[3]

Advertisement

 

 

3Gen

Engagement Levels, By Generation ระดับความผูกพัน แบ่งตามรุ่น

Millennials มิลเลนเนียล/ Generation X เจเนอเรชั่นเอ็กซ์/ Babyboomer เบบี้บูมเมอร์

Engaged ผูกพัน/ Not Engaged ไม่ผูกพัน/ Actively Disengaged ไม่ผูกพันอย่างสูง

 

วิพูล่า  กานดี  ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารด้านการพัฒนาธุรกิจประจำแกลลัพภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยงานวิจัยของ Gallup ล่าสุดเกี่ยวกับคนกลุ่มมิลเลนเนียลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อไม่นานมานี้ว่างานวิจัยชี้ให้เห็น “คนกลุ่มมิลเลนเนียลมีแนวโน้มที่จะไม่ผูกพันกับองค์กรถึงร้อยละ 64 มากกว่าคนรุ่นอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบจากตารางแสดงระดับความผูกพันในการทำงานกับองค์กร   เมื่อพิจารณาในแง่ขององค์กร และบริษัทห้างร้านต่างๆแล้ว  กลุ่มมิลเลนเนียล จึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการออกจากงาน   อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านการบริการและการต้อนรับ การค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย การคมนาคมขนส่ง การเดินทาง วงการบันเทิง หรือแม้แต่วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย[4] ต่างก็รู้สึกถึงผลกระทบจากแรงงานกลุ่มมิลเลนเนียลที่ไม่หยุดอยู่กับที่ มีการเปลี่ยนงานบ่อย    ก่อนที่บริษัทต่างๆ จะเริ่มต้นสร้างกลยุทธ์เพื่อดึงดูด รักษา และใช้ประโยชน์จากกลุ่มมิลเลนเนียล บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ต้องการอะไรจากการทำงาน

 

คนรุ่นมิลเลนเนียลต้องการอะไร

งานวิจัยของ Gallup พบว่า กลุ่มมิลเลนเนียลเสาะหารูปแบบการบริหารที่แตกต่าง ซึ่งเป็นการบริหารที่สนับสนุนการพัฒนาและทำให้รู้สึกถึงการมีเป้าหมายอย่างเด่นชัด   พวกเขาต้องการครูหรือโค้ชที่ฝึกฝนพวกเค้าสู่ความเป็นเลิศ ไม่ใช่เจ้านายแบบเก่าๆ ทั้งยังต้องการการพูดคุยและข้อเสนอแนะจากเจ้านายที่เปรียบเสมือนโค้ชของเค้าอย่างต่อเนื่อง    ไม่ใช่การทบทวนผลการปฏิบัติงานประจำปีแบบเดิมๆที่เราชินตาที่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานก่อนโบนัสจะออก     นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการวัฒนธรรมของบริษัทที่อยู่บนรากฐานของการพัฒนาจุดแข็งหรือการที่บริษัทมุ่งพัฒนาพรสวรรค์ของพวกเขา แทนที่จะเป็นการแก้ไขจุดอ่อน หรือข้อด้อยของพวกเขา      ข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของงานวิจัยของ Gallup คือ ทุกคนในโลกอยากได้งานที่ดีโดยเฉพาะคนรุ่นมิลเลนเนียล     พนักงานกลุ่มมิลเลนเนียลเหล่านี้ต้องการโอกาสในการทำสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุดในทุกๆ วัน เพราะงานคือชีวิตของพวกเขา     ยิ่งไปกว่านั้นคนรุ่นมิลเลนเนียลที่ผูกพันกับงานของตนเองมากยังขึ้นชื่อในด้านการมีความรับผิดชอบกับงานที่สูงอีกด้วย[5]   ดังนั้นคนกลุ่มมิลเลนเนียลจึงคู่ควรที่บริษัทต้อวางแผนเพื่อรักษาพวกเขาไว้     ความท้าทายที่ทุกองค์กรประสบในปัจจุบันคือ การทำให้คนรุ่นมิลเลนเนียลรู้สึกผูกพันนั้นต้องมีการลงทุนลงแรงอย่างมาก  แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”  วิพูล่ากล่าว

วิพูล่า แนะแนวทางในการที่บริษัทจะสามารถดึงดูดและรักษาพนักงานกลุ่มมิลเลนเนียลที่มีประสิทธิภาพและความสามารถอันโดดเด่นของตนไว้โดยชี้ให้เห็นว่า  ผู้จัดการคือกุญแจสำคัญ  บทบาทของผู้จัดการจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อต้องรับมือกับคนกลุ่มมิลเลนเนียล ผู้จัดการอาจเป็นคนรุ่นอื่นที่มีความคาดหวังแตกต่างออกไป แต่ก็เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะเข้าใจพนักงานของตนและเข้าใจว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่ผลักดันประสิทธิภาพในการทำงานของคนกลุ่มมิลเลนเนียลนี้แล้วจึงคิดวิธีการที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของคนกลุ่มนี้ในที่ทำงานได้อย่างเหมาะสม      งานวิจัยจากแกลลัพพบว่าการรับคนเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ได้รับการว่าจ้างโดยพิจารณาจากทักษะและความสามารถที่หลากหลาย   โดยการพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการบริหารคนกลุ่มมิลเลนเนียลและความไวต่อความต้องการของคนรุ่นมิลเลนเนียลไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆในการรับคนเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการในภูมิภาคนี้  จากจุดนี้ชี้ให้เห็นว่าการพิจารณาตำแหน่งผู้จัดการโดยพิจารณาจากทักษะและความสามารถอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่องค์กรต้องเพิ่มคุณสมบัติของผู้สมัครว่ามีความสามารถในการโค้ช สอนคนในทีมและมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหารคนกลุ่มมิลเลนเนียลเป็นพื้นฐานสำคัญในการรับคนเข้าทำงาน  เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันธุรกิจ     นอกจากนั้นงานวิจัยของแกลลัพยังตอกย้ำว่า  คนรุ่นมิลเลนเนียลที่ผูกพันกับบริษัทมีแนวโน้มจะลาออกน้อยกว่า และการที่บริษัทสามารถรักษาพนักงานไว้จะช่วยให้บริษัทประหยัดเงินของบริษัทมากกว่าการที่ไม่ได้เตรียมแผนการรับมือใดๆไว้เลย   การที่บริษัทมีแผนการบริหารกลุ่มคนมิลเลนเนียลทำให้บริษัทไม่ต้องหาคนใหม่มาทดแทนคนเก่าที่ออกไปและไม่ต้องเสียเวลาไปกับการฝึกอบรมพนักงานใหม่      ผู้จัดการที่มีประสิทธิภาพสูงจะพัฒนาพนักงานแต่ละคนโดยให้แรงบันดาลใจ สร้างความเชื่อมั่น และให้ข้อเสนอแนะที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง การยอมรับระบบบริหารผลการปฏิบัติงานแบบสมัยใหม่ซึ่งก็คือการพูดคุยและรับข้อเสนอแนะจากหัวหน้างานอย่างสม่ำเสมอนั้น จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทในการสร้างความผูกพัน รักษา และพัฒนาพนักงานกลุ่มมิลเลนเนียลของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้นองค์กรต้องพัฒนาให้มีวัฒนธรรมขององค์กรที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง   โดยส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการโค้ชซึ่งกันและกัน  ดังนั้นผู้บริหารที่จะไปร่วมงาน Organizational Science Summit ในเดือนตุลาคมนี้ จะได้เปรียบทางด้านวิธีความคิด เกี่ยวกับการปรับทัศนคติ มุมมองที่กว้างและหลากหลายขึ้น ต่อการบริหารธุรกิจในองค์กรของตัวเอง” วิพูลากล่าวสรุปทิ้งท้าย

[1]Millennials.”National Statistics/UN.Euromonitor International, Web

[2]http://flamingogroup.com/its-time-to-prepare-for-the-post-millennial-asia

[3]http://www.gallup.com/businessjournal/194810/millennials-flight-risk-companies.aspx?

[4]http://www.gallup.com/opinion/chairman/191426/millennials-live-work.aspx

[5]Vipula’s experience