กรมกิจการเด็กและเยาวชน เร่งหาแนวทางเยียวยาฟื้นฟูเด็กติดเชื้อ-เด็กกำพร้าจากสถานการณ์
โควิด-19
เมื่อวันที่ 6 กันยายน ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรมสุขภาพจิตและองค์การยูนิเซฟประเทศไทย ได้มีการจัดแถลงข่าวเรื่อง “สถานการณ์เด็กติดเชื้อ เด็กกำพร้า ผลกระทบจากโควิด-19 และการเยียวยาฟื้นฟู”

นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ว่า ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเปราะบางซึ่งจะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง จากข้อมูลระหว่าง 1 มกราคม-4 กันยายน 2564 พบว่ามีเด็กติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 142,870 คน อยู่ในกรุงเทพมหานครกว่า 30,000 คน ภูมิภาค 110,000 คนเศษ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังทำให้เกิดเด็กกำพร้า นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้กระทรวง พม. สำรวจข้อมูลเด็กกำพร้า พร้อมรีบให้ความช่วยเหลือ โดยนับตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม-4 กันยายน 2564 จากการสำรวจข้อมูลเด็กกำพร้าทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนถึง 369 คน ในภูมิภาคที่พบเด็กกำพร้ามากที่สุดอยู่ที่จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา พบว่า 33.06% เป็นเด็กกำพร้าที่อยู่ในระดับประถมศึกษาหรืออยู่ในช่วงอายุ 6-18 ปี และได้มีการบันทึกข้อมูลในระบบ Child Protection Information System (CPIS) เพื่อให้เห็นภาพของการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปแบบ
ในส่วนของการดำเนินงานที่ผ่านมาของกรมกิจการเด็กและเยาวชนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-26 กรกฎาคม 2564 มีข้อมูลของการช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ประมาณ 5,343 คน ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม-4 กันยายนมีการช่วยเหลือเด็ก 4,222 คน รวมให้การช่วยเหลือทั้งสิ้น 9,565 คน และเป็นการช่วยเหลือในเรื่องของการให้คำแนะนำปรึกษาในเบื้องต้น นอกจากนี้ก็ยังมีการช่วยเหลือผ่านกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ มีสายด่วน พม. ให้บริการ 24 ชั่วโมง มีการพัฒนา Mobile Application สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ และศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ที่เป็นความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน
“เด็กกำพร้ากลุ่มนี้เมื่อมีการช่วยเหลือในปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว จะต้องมีการติดตามช่วยเหลือในระยะยาว มีการจัดทำแผนเด็กรายบุคคลเพื่อกำหนดรูปแบบของการดูแลเด็ก เช่น ดูแลโดยใช้ครอบครัวเป็นฐานหรือในลักษณะของครอบครัวอุปถัมภ์ ถ้าไม่มีก็จะเป็นมาตรการดูแลเด็กที่เข้าสู่สถาบันของสถานสงเคราะห์ แล้วก็ยังมองถึงภาคีเครือข่ายที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลในเรื่องสุขภาพจิตที่จะต้องประสานร่วมมือกันในการเยียวยาฟื้นฟูจิตใจของเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือทางด้านการศึกษาเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กออกจากระบบการศึกษาแล้วก็มีการทำงานกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา”
“ในปัจจุบันการทำงานของกระทรวง พม. มีการเตรียมการรองรับเด็กในปี 2565 ซึ่งกรมมีการเตรียมความพร้อมในงบประมาณส่วนนี้ ไม่ว่าจะในส่วนของเงินกองทุนคุ้มครองเด็กที่จะพิจารณาเป็นรายบุคคลให้มากขึ้น ซึ่งระยะต่อไปของปี 2565 นอกจากการช่วยเหลือที่ผ่านมาแล้ว ยังคงมุ่งเน้นไปในเรื่องของการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ สวัสดิการต่างๆให้กับเด็กที่ได้รับผลกระทบควบคู่ไปกับการช่วยเหลือ”

พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในกรณีที่ต้องสูญเสียครอบครัวจะทำให้เด็กได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจค่อนข้างมาก ซึ่งมีเด็กจำนวนที่สามารถก้าวผ่านความรู้สึกนี้ได้หากได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นจากผู้ดูแลรอบด้าน แต่ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนประคับประคอง จะส่งผลกระทบด้านภูมิคุ้มกันจิตใจตั้งแต่ระยะสั้นไปจนถึงระยะยาว ในระยะสั้นที่กรมสุขภาพจิตช่วยเหลือเรียกว่า การปฐมพยาบาลทางใจ หลังจากนั้นเด็กจำนวนหนึ่งจะเข้มแข็งขึ้น แต่พอระยะกลางจะมีเด็กบางรายที่ก้าวผ่านไม่ได้ก็จะต้องเยียวยาจิตใจ สำหรับระยะยาวคือการฟื้นฟูจิตใจรวมถึงด้านสังคมที่ต้องทำร่วมกัน จึงขอนำเสนอแนวทางของการทำงานร่วมกันในแบบ 1 บ้าน 1 โรงพยาบาล โดยให้ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยสนับสนุน

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดและกลายพันธุ์ของโควิด-19 ทำให้เกิดผลกระทบทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข การท่องเที่ยว การล็อคดาวน์ทำให้คนขาดรายได้ ความยากจนเริ่มกลับมา ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนก็ยิ่งกระจายออก ถ้าดูปลายน้ำจะพบว่าความยากจนกลับมาสู่ประเทศไทยถึง 80% การรวมศูนย์ผลกระทบลงไปที่กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มคนยากจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบหนักสุดเนื่องจากเสียชีวิต มาจนถึงกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ และกลุ่มเด็กและเยาวชน จากการทำงานกับกลุ่มเด็กเปราะบาง เด็กยากจน ทำให้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไหวของการกลับสู่ท้องถิ่นและชุมชน ที่น่าตกใจก็คือ 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีเด็กและครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิเศษประมาณ 1.8 ล้านคน และเป็นกลุ่มตัวเลขที่ยากจนพิเศษ 1.1 ล้าน คน เพิ่มขึ้นประมาณ 10% หากไม่มี กสศ.มาช่วย เด็กเหล่านี้จะต้องหลุดจากระบบการศึกษา โดยมีการประมาณการว่าจะถึง 65,000 คนในสิ้นปี
“เมื่อเราเห็นตัวเลขนี้แล้วรีบดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยง จาก 800,000 คน มีเด็กที่อยู่ช่วงรอยต่อประมาณกว่า 294,454 คน มี 82% ที่กลับมาเรียนต่อได้ คือกลับไปให้ครูคอยติดตาม แล้วเราก็ให้ทุนเพื่อทำให้เด็กกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาได้ ขณะเดียวกันเด็กประมาณ 43,060 คน หรือ 14.6% หายไปจากรอยต่อการศึกษา ซึ่งเราก็ต้องติดตามค้นหาต่อไป เพราะเด็กจะกลายเป็นเด็กนอกระบบ แล้วสุดท้ายก็จะเป็นแรงงานไร้ฝีมือซึ่งจะมีอยู่ประมาณ 20 ล้านคน เด็กกลุ่มเสี่ยงจึงจำเป็นต้องเฝ้าดูและติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีผลกระทบสำหรับเด็กที่เรียนออนไลน์แล้วทำให้เกิดภาวะถดถอยทางการศึกษา”

นางสาวนิโคล่า บลั้น รักษาการหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบกว้างและลึกมากสำหรับเด็กและครอบครัว แล้วจะทำอย่างไรถ้าครอบครัวไม่มีความสามารถหรือศักยภาพเพียงพอ หรือถ้าครอบครัวไม่มีความเข้มแข็งก็จะมีความเสี่ยงต่อไปที่เด็กจะต้องถูกแยกไปอยู่สถานสงเคราะห์ จากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยเฉพาะข้อ 19 และ 20 บอกว่าเด็กมีสิทธิที่จะเติบโตกับครอบครัวของตัวเอง จึงขอเน้นว่าเด็กควรจะได้อยู่กับครอบครัวหรือสิ่งแวดล้อมภายในครอบครัวตัวเอง การแยกเด็กออกจากครอบครัวควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย พบว่ามีผลกระทบและผลเสียหายระยะยาวถ้าเด็กนั้นถูกแยกออกจากครอบครัว ซึ่งการดูแลแบบทดแทนจะช่วยได้ แต่ถ้าเป็นการดูแลแบบทดแทนที่ไม่เหมาะสมหรือการแยกไปอยู่บ้านที่ไม่เหมาะสมก็จะมีผลกระทบในระยะยาว
“จึงขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญใน 3 ข้อ ข้อแรกเป็นการซัพพอร์ตครอบครัวเพื่อช่วยให้ครอบครัวยังเป็นครอบครัวอยู่ได้ และเข้าถึงบริการต่างๆ เป็นต้นว่า สาธารณสุข ให้คำปรึกษาสิ่งต่างๆ ถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมากับครอบครัวนั้น จะมีตัวช่วยอื่นๆ มาช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็งมากขึ้น ต้องเพิ่มการเข้าถึงการคุ้มครองทางสังคมให้มากขึ้น การซัพพอร์ตครอบครัวต้องชี้เป้าให้ได้ว่าครอบครัวไหนที่เป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง ข้อสอง การที่จะแยกครอบครัวจากเด็กออก ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้าจำเป็นก็จะต้องแยกให้สั้นที่สุดแล้วรวมครอบครัวให้เร็วที่สุด ยูนิเซฟ ประเทศไทย มีคู่มือที่บอกว่า ในการที่เด็กจะต้องแยกจากครอบครัวควรจะทำอย่างไรให้กระทบกับเด็กน้อยที่สุดแล้วก็มีการติดต่อกับครอบครัวอย่างต่อเนื่องและให้มารวมกัน ข้อสุดท้ายจะเน้นการใช้การดูแล Family Based Alternative Care ก็คือการดูแลแบบทางเลือกโดยใช้ครอบครัว แทนที่จะใช้แบบองค์กรหรือสถาบัน ยูนิเซฟคิดว่าการดูแลแบบนี้เป็นทางเลือกที่ดีกว่า บางครั้งก็อาจจะมีการให้เด็กไปอยู่ในครอบครัวทดแทนในระยะเวลาสั้นๆ ก่อน เพื่อปรับตัว และหาครอบครัวอุปถัมภ์ต่อไป แทนที่จะไปใส่ในบ้านเด็กหรือบ้านสงเคราะห์ที่เป็นโครงสร้างเชิงสถาบันใหญ่”

“สิ่งสำคัญคือเมื่อเรามี Alternative Care แล้ว ครอบครัวที่เขาดูแล อาจจะเป็นครอบครัวอุปถัมภ์หรือการดูแลโดยญาติต่างๆ ซึ่งรัฐบาลก็ควรจะมีการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนทางการเงิน หรือเชิงความรู้ จะเห็นได้ว่าการสนับสนุนนั้นมีทั้งเชิงเศรษฐกิจ เชิงการให้บริการ และเชิงความรู้อื่นๆ ที่จะต้องไปพร้อมๆ กัน”

