กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ส่งออกไทยเดือนกรกฎาคม 2564 ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่า 22,650.83 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.36 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.27 ได้รับผลดีจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นบวกต่อเนื่อง 8 เดือน โดยเฉพาะสินค้าผัก ผลไม้สด และยังขยายตัวได้ดีในทุกตลาดรวมถึงมาเลเซีย พร้อมแนะผู้ประกอบการไทยส่งออก
ในปัจจุบัน ปริมาณการผลิตผลไม้ภายในประเทศของมาเลเซียนั้นไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทำให้ต้องมีการนำเข้าผลไม้หลากหลายชนิดจากต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยว่า ในปี 2564 (มกราคม – มิถุนายน) มาเลเซียมีการนำเข้าผลไม้ โดยรวมเป็นมูลค่า 488.77 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 15,990.84 ล้านบาท) ขยายตัวร้อยละ 20.14 โดยแหล่งนำเข้าหลักตามมูลค่าการนำเข้า ได้แก่ จีน แอฟริกาใต้ และไทย ตามลำดับ
การนำเข้าผลไม้จากไทยของมาเลเซียขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงมูลค่าและเชิงปริมาณ โดยมีมูลค่าการนำเข้า
อยู่ที่ 11.75 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 381.88 ล้านบาท) ขยายตัวร้อยละ 89.79 ในขณะที่มีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 23,209 ตัน ขยายตัวร้อยละ 82.14 ซึ่งผลไม้ที่มาเลเซียนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นในเชิงมูลค่า ได้แก่ อินทผลัม มะเดื่อ สับปะรด อะโวคาโด ฝรั่ง แตงโม และส้ม เป็นต้น โดยชาวมาเลเซียส่วนใหญ่นิยมรับประทานผลไม้สดที่มีรสอมหวานมากกว่าผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งชาวมาเลเซียมักจะคุ้นเคยกับผลไม้ไทยเป็นอย่างดีเนื่องจากมีความคล้ายคลึงกัน
นอกจากนี้ ชาวมาเลเซียส่วนใหญ่นิยมซื้อผลไม้ที่ตลาดสดหรือร้านค้า (Traditional Store) ขณะที่ผู้บริโภคในเมืองโดยเฉพาะในกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur) และยะโฮร์บาห์รู (Johor Bahru) นิยมเลือกซื้อผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) เพราะสามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายในคราวเดียวกันและมีการจัดวางสินค้าที่เป็นระบบกว่า ถึงแม้จะมีราคาสูงกว่าในตลาดสดก็ตาม
ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผลไม้ที่นำเข้าจากไทยมีความได้เปรียบมากกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากพรมแดนที่ติดกันทำให้มีต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งน้อยกว่า อีกทั้งคุณภาพและรสชาติของผลไม้ไทยนั้นก็ได้รับความนิยมในมาเลเซีย โดยเฉพาะมะม่วงซึ่งเป็นผลไม้นำตลาด รวมถึงผลไม้ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Geographic Identity : GI) อาทิ ส้มโอทับทิมสยาม สับปะรดภูแลเช่นเดียวกัน โดยประเทศไทยควรมุ่งเน้นการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยและไม่มีสารพิษตกค้างตามนโยบายและระเบียบของประเทศมาเลเซีย เพื่อทำให้สามารถขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น รวมถึงสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า/บริการในต่างประเทศ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มโอกาสทางการค้าและเพิ่มมูลค่าในการส่งออก ซึ่งงานแสดงสินค้า/บริการที่น่าสนใจ ได้แก่ (1) งาน Malaysia International Food & Beverage Trade Fair (MIFF) ประเทศมาเลเซีย (2) งาน Malaysia Food & Hotel Show (FHM) ประเทศมาเลเซีย (3) Asia Fruit Logistica ประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่น่าสนใจ เช่น FHA Match, HKTDC International Sourcing Show และ Saladplate เป็นต้น
ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ SMEs Pro-active โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและบริการในต่างประเทศ (Overseas Trade Fair) สูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 สิทธิ และยังสนับสนุนวงเงินในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเสมือนจริงในต่างประเทศ (Virtual Exhibition) สูงสุด 50,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง สามารถตรวจสอบคุณสมบัติ ศึกษาข้อมูลและกิจกรรมในตลาดต่างประเทศที่ได้รับการรับรองได้ที่เว็บไซต์ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือ Facebook Page : SMEs Pro-active by DITP สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 02-507-7786

