เปิดโมเดล ‘เซ่งหลีไถ่’ เอสเอ็มอีเจ้าใหญ่เมืองอุดร เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ความท้าทายใหม่ของทีมผู้บริหารรุ่นใหม่

จากธุรกิจเซ่งหลีไถ่ที่เริ่มต้นด้วยการขายจักรเย็บผ้าและเสื่อน้ำมันในปี 2499 และค่อยๆ ขยับมาจับธุรกิจขายมอเตอร์ไซค์อะไหล่ และศูนย์บริการ ขยายสู่การเป็นดีลเลอร์เจ้าใหญ่ในอุดรธานี กลุ่มบริษัท เซ่งหลีไถ่ จำกัด ใช้เวลากว่า 6 ทศวรรษ สะสมฐานลูกค้าและความไว้วางใจ จนถึงวันนี้ชื่อของ ‘เซ่งหลีไถ่’ เป็นที่จดจำของคนอุดรในฐานะผู้นำตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์เจ้าใหญ่ทั้ง 3 แบรนด์ ได้แก่ ฮอนด้า ยามาฮ่า จีพีเอ็กซ์  และเมื่อปี 2562 เซ่งหลีไถ่ยังฉลองแซยิดด้วยการขยายธุรกิจไปในไลน์ของสินเชื่อครบวงจรในชื่อบริษัทว่า บริษัท สบายใจ แคปปิตอล จำกัด และในปีเดียวกัน มีอีกหนึ่งธุรกิจคือโบรคเกอร์ประกันภัย และประกันชีวิต เป็นที่รู้จักในชื่อ บริษัท อินชัวร์ฮับ จำกัด

พูดคุยกับ “นรพัทธ์ ยุทธนากรกุล” ซีอีโอ กลุ่มบริษัทสบายใจ แคปปิตอล ในฐานะหนึ่งในทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ของ เซ่งหลีไถ่ อะไรคือหมัดเด็ดของเซ่งหลีไถ่ในการแผ่ขยายธุรกิจ จากเจ้าใหญ่ของอุดรธานี สู่หัวเมืองใหญ่ในภาคอีสาน เจาะกรุงเทพฯ พร้อมความท้าทายใหม่ที่จะก้าวสู่บริษัทที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยผลักดันการเติบโต และตั้งเป้าใหญ่ถึงการเป็นบริษัทมหาชน ในอีก 5 ปีข้างหน้า ท่ามกลางสภาวะโรคระบาด

6 ทศวรรษ เติบโตแบบเน็ตเวิร์ค

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดแข็งหนึ่งของการเป็นธุรกิจขนาดกลางนั้น การปรับตัวหรือปรับเปลี่ยนธุรกิจทำได้ค่อนข้างเร็วโดยเฉพาะในยุคโรคระบาด คุณนรพัทธ์ บอกว่า “เซ่งหลีไถ่ได้รับผลกระทบประมาณหนึ่ง แม้ยอดขายจะดรอปลงแต่ถือว่ายังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ปรับตัวด้วยการลดสัดส่วนการตลาดที่เป็นแบบ Face to Face ให้เข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น ผมว่าโควิดทำให้เราเกิดมุมมองสองด้าน ทั้งวิกฤติและโอกาส เรามองเห็นเทรนด์สังคมไร้เงินสด (Cashless) การเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ดิจิทัล การตลาดที่เน้น ออนไลน์ เมื่อพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยในเขตหัวเมือง ซึ่งกลุ่มเซ่งหลีไถ่เองก็อาศัยเทรนด์ตรงนี้เข้าไปจับพฤติกรรมลูกค้า และนำปรับใช้กับการตลาดของธุรกิจ”

“สำหรับธุรกิจสินเชื่อและประกันภัยที่เราเริ่มต้นใหม่ ผมใช้ประสบการณ์ในธุรกิจสินเชื่อกว่า 10 ปีมาบวกรวมเข้ากับจุดแข็งของการเป็นคนในพื้นที่ จึงออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ทำให้เรายังเติบโตได้ในช่วงวิกฤติ ปัจจุบันธุรกิจสินเชื่อมีสาขาทั่วประเทศ ประมาณ 20 แห่ง ขณะที่การขยายสาขาของผลิตภัณฑ์มอเตอร์ไซค์ อะไหล่ ศูนย์บริการและศูนย์ปรับสภาพรถมือสอง จะล้อไปกับธุรกิจสินเชื่อ และประกันภัย ซึ่งมีลูกค้าทั่วประเทศ ผมมองว่าธุรกิจในกลุ่มเซ่งหลีไถ่คือเน็ตเวิร์ค ซึ่งสามารถต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องควบคู่กับธุรกิจที่มีอยู่เดิมได้ และยังตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกมิติแบบ 360 องศา”

dtac business โซลูชั่นเสริมประสิทธิภาพเอสเอ็มอี

นรพัทธ์ กล่าวว่า กลุ่มเซ่งหลีไถ่ ใช้บริการของ dtac business มาประมาณ 2 ปี พบว่า นอกจากการบริการ คุณภาพสัญญาณ และแพคเกจที่ยืดหยุ่น สามารถให้ผู้ใช้งานร่วมออกแบบให้เข้ากับลักษณะการใช้งานของแต่ละองค์กรแล้ว ทั้งหมดมาในราคาสมเหตุสมผล มีแพคเกจที่แตกต่างกันไปเลือกได้ตามขนาดของธุรกิจ

“หลังจากใช้งานดีแทคผมว่าค่อนข้างได้ผลดี โดยเฉพาะงานคอนแทคเซ็นเตอร์ พบว่าเราลดคอมเพลนได้มากขึ้น ตอบโจทย์ได้ตรงใจ และลูกค้าสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญของการบริการในกลุ่มบริษัทฯเราได้ง่ายยิ่งขึ้น ระบบนี้ค่อนข้างคุ้มค่า เพราะถ้าในอนาคตองค์กรมีการขยับขยาย หรือต้องการบริการอื่นๆ เพิ่มเติม เราก็สามารถแจ้งกับผู้ให้บริการได้ เป็นโซลูชั่นที่ปรับเปลี่ยนได้ตามงาน ผมว่าช่วยเอสเอ็มอีได้เยอะเลย ซึ่งบริการพวกนี้เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กระดับบุคคล ธุรกิจขนาดกลาง ไปจนถึงระดับเกือบบนก็ยังใช้แพคเกจของ dtac business ได้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอสเอ็มอีที่เป็นมือใหม่ด้านดิจิทัล ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปลงทุนระบบคอลเซ็นเตอร์ที่เยอะแยะ เพราะการลงทุนในระบบนั้นจริงๆ อาจจะต้องลงทุนในหลักหลายล้าน

“สิ่งสำคัญถ้าเราจะโตอย่างแข็งแรงต้องลีนตัวเองก่อน ลดการลงทุนที่ไม่จำเป็น ทำให้มีสภาพคล่องในธุรกิจ เริ่มต้นในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป อย่างการเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับดีแทค เราสามารถผ่อนเครื่องไปพร้อมกับใช้งานแพคเกจไปด้วยได้เลย จ่ายเป็นรายเดือน ถ้าจะลงทุนในระบบที่แอดวานซ์กว่านี้ก็ยังไม่สาย คุมต้นทุนไปพร้อมพัฒนาประสิทธิภาพของงานจะดีที่สุด” ซีอีโอ กลุ่มบริษัทสบายใจ แคปปิตอล แนะนำ

 พา ‘เซ่งหลีไถ่’ เติบโตอย่างยั่งยืน คือความท้าทายของทีมผู้บริหารรุ่นใหม่

ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่ท้าทายก็ไม่สนุก ดังนั้นก็จะมีความท้าทายในทุกช่วงของธุรกิจอยู่แล้ว” นรพัทธ์ บอกในช่วงแรกที่ทีมผู้บริหารเข้ามารับช่วงต่อ ท้าทายทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม สภาวะทางการเมือง และโรคระบาดโควิด-19

เซ่งหลีไถ่ได้วางรากฐานของธุรกิจไว้ค่อนข้างเข้มแข็ง ปูทางสู่ความยั่งยืนในระดับพื้นที่ในทุกมิติ ทั้งกับลูกค้าและพนักงาน เช่น ในกลุ่มรถจักรยานยนต์จะมีการลงพื้นที่ให้ความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัยในชุมชนเพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ หรือกิจกรรมให้ความรู้ด้านการเงิน แนะนำการออมเงินให้กลุ่มผู้รับสินเชื่อของสบายใจแคปปิตอล และช่วยเหลือสังคมตามวาระและโอกาส

เรามีเป้าหมายค่อนข้างชัดเจนว่า ภายในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า กลุ่มเซ่งหลีไถ่จะดันธุรกิจสินเชื่อ สบายใจแคปปิตอลให้เติบโตเป็นหลัก ซึ่งแผนที่วางไว้คือต้องมี 300 สาขาภายใน 5 ปี และเป้าหมายใหญ่ของกลุ่มคือการเป็นบริษัทมหาชน ในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งผมเชื่อว่า dtac business จะเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญที่มีส่วนสนับสนุนให้เราให้ไปสู่จุดนั้นได้”

‘ดีแทค บิสสิเนส’ เสนอกลยุทธ์ One Stop Shop จับมือเติบโตไปด้วยกัน

ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีต่างพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤติในยุคโควิด-19 และเติบโตครั้งใหม่ด้วยการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกดิจิทัล

ศิริพงศ์ นกทนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มธุรกิจงานขาย SME dtac business บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ให้มุมมองในฐานะผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมว่า “สถานการณ์วิกฤติเข้ามาเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเกิดเร็วขึ้น สังเกตได้จากการนำดิจิทัลโซลูชันมาใช้งานมากขึ้น ดูได้จากข้อมูลลูกค้ากลุ่มธุรกิจองค์กรมีการใช้งานอินเทอร์เน็ต เติบโตมากถึง  16 % และดิจิทัลโซลูชั่นที่เป็นจุดแข็งของดีแทค อย่าง dtac OneCallMobile PBX ระบบที่เพิ่มความสามารถให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นโทรศัพท์สำนักงาน ด้วยฟังก์ชันระบบตอบรับอัตโนมัติ รับสายลูกค้าได้ทุกที่ พร้อมโอนโอนสายไปยังแผนกต่างๆ ได้เหมือนมีตู้ระบบ โดยไม่ต้องติดตั้งตู้สาขา ลดค่าใช้จ่ายการเดินสายและค่าดูแลรักษาระบบ และยังทำงานได้ประสิทธิภาพเหนือกว่าในช่วงWork From Home ที่ทุกธุรกิจมั่นใจได้ว่ายังสามารถรับสายลูกค้าได้ เพิ่มประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์หรือธุรกิจ ที่ในช่วงหลังมีการเติบโตเกือบ 500% ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา เป็นการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ ชี้ให้เห็นว่ายูสเซอร์ที่มาใช้ดิจิทัลโซลูชันของดีแทคเติบโตอย่างมหาศาล จึงเรียกได้ว่าในวิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นมีโอกาสที่เพิ่มขึ้นของดีแทคด้วย”

ที่ผ่านมาบริการจาก dtac business ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานจำนวนมาก ด้วยจุดแข็งในโซลูชันที่มีความเข้าใจง่าย ไร้กังวล (WorryFree) และกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) จึงออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการ โดยใช้ข้อมูลPain Point ของลูกค้าไม่ว่าจะส่งผ่านมาหาเราในช่องทางไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงล็อคดาวน์ที่ยังต้องติดต่อสื่อสารกัน หลังจากรับฟังความต้องการของลูกค้า (Voice of Customer) เราจึงเร่งออกแบบโซลูชันที่สำคัญต่อการทำธุรกิจที่เข้าถึงและใช้งานง่าย “สำหรับกิจการที่เคยชินกับการทำงานดั้งเดิมรวมทั้งเอสเอ็มอีขนาดเล็กระดับไมโครอาจจะมีความกังวลในการเข้ามาใช้บริการ dtac business ข้อนี้ไม่ต้องห่วง เพราะเราต้องการเป็น SME partner ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการธุรกิจพร้อมก้าวเข้ามาเป็น Digital First Business ได้

dtac business ชูคอนเซปต์ One Stop Shop โดยทีมงานมืออาชีพที่คอยให้คำแนะนำ มีเครื่องมือและดิจิทัลแพลตฟอร์มมากมาย เพื่อที่จะนำมาช่วยตอบโจทย์เอสเอ็มอีทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเจ้าของคนเดียว หรือระดับกลุ่มธุรกิจที่มีพนักงานมากกว่า 50 คน ที่ต้องการการทำงานที่เป็นระบบ มีความเป็นมืออาชีพ และพัฒนาองค์กรสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ

“สำหรับ ปีนี้เราอัพเกรดแพคเกจมาเป็น WorryFree Plus ที่ตอบโจทย์ธุรกิจมากกว่าเดิม ตอนแรกเน้นแค่การโทร แต่ปัจจุบันได้เพิ่มแพคเกจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและแพคเกจที่เน้นการทำงานร่วมกัน รวมถึงโซลูชันที่เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของธุรกิจเอสเอ็มอีให้มากขึ้นกว่าเดิม

“ผมเชื่อว่าตอนนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจแล้วว่ามันจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล บางธุรกิจอาจกำลังคิดว่าจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรจึงจะอยู่รอด อยากให้มอง dtac business เป็นพาร์ทเนอร์ที่จะนำคุณไปสู่จุดนั้น เพื่อเติบโตร่วมกันไป ซึ่งในกลุ่มธุรกิจเทเลคอม ผมเชื่อว่าดีแทคมีโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าเอสเอ็มอีได้ดีที่สุด” ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มธุรกิจงานขาย SME dtac business ให้ความมั่นใจ

 

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กองเรือยุทธการ จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่  ‘ผบ.กร.’ใหม่ ขอให้ทุ่มเท เสียสละทำงานพัฒนา ทร.
บทความถัดไปศบศ.เคาะมาตรการช่วยเอสเอ็มอี ให้เงินนายจ้าง 3,000 บ./คน/เดือน