‘กองทุนพัฒนาสื่อฯ’ ชี้ 3 แอปฯ ยอดฮิต สะท้อนพฤติกรรมผู้ใช้สื่อออนไลน์ที่ต่างกัน

24.11.21 | 12:05 น.

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Development Agency) หรือ ETDA เผยผลสำรวจเรื่องพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2563 พบว่า คนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยมากถึง 11 ชั่วโมง 25 นาที โดยใช้ Google เป็นแพลตฟอร์มอันดับ 1 มีสถิติการใช้งานมากถึง 556 ล้านครั้ง ขณะที่ Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุด มียอดการใช้งานมากถึง 98.29%

ภายใต้อิทธิพลของสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน รวมถึงการเล็งเห็นความสำคัญการใช้สื่อสังคมปัจจุบัน Media Alert โดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) จึงจัดเวทีเสวนาวิชาการออนไลน์ “TRENDS AND TWEETS : ความสนใจ ความคิดเห็น และอารมณ์ในโลกออนไลน์” โดยมี ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ สื่อมวลชน และผู้บริหารสื่อต่าง ๆ มาร่วมให้มุมมองชวนขบคิด

ส่องเทรนด์จาก 3 แพลตฟอร์มดัง สะท้อนการใช้งานที่ต่างกัน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เกริ่นถึงการศึกษาครั้งนี้ว่า เป็นการศึกษาทิศทางข้อมูลข่าวสาร (Social Listening) ด้วยการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ใช้งานมีการสื่อสาร ให้ความสนใจ และมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรในช่วงเวลานั้น เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และรณรงค์ให้มีการพัฒนาสื่ออย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาทักษะของสื่อให้รู้เท่าทันกับกระแสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์

ผลการศึกษาตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน ปี 2564 พบว่า ผลการค้นหายอดนิยมบน Google Trends สิ่งที่คนสนใจมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล 2. กีฬา และ 3. สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 และยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ใน Facebook Trends สิ่งที่คนสนใจมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. แบบแผนการใช้ชีวิต 2. สถานการณ์ของโรคระบาดโควิด-19 และ 3. ติดตามข่าวสารบันเทิง

ขณะที่ความสนใจของผู้ใช้แพลตฟอร์ม Twitter ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความรู้ทิศทางลบมากกว่า ทั้งการแสดงความรู้สึกคับข้องใจ ไม่พึงพอใจ มีการตั้งคำถาม จับผิด โกรธแค้น การวิพากษ์วิจารณ์ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม ผู้เชี่ยวชาญ และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ กองทุนพัฒนาสื่อฯ เปิดเผยว่า การศึกษาครั้งนี้แสดงผลการศึกษาระดับมหภาค แสดงให้เห็นถึงความสนใจช่วง 3 เดือน บน 3 แพลตฟอร์มของผู้ใช้งาน เป็นสิ่งสะท้อนถึงความต้องการของข้อมูลการดำเนินชีวิต ข้อมูลทางสาธารณสุขและสุขภาพ รวมถึงการสะท้อนถึงสื่อ สังคม และวัฒนธรรม ให้สื่อบนโลกออนไลน์มีความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงการสร้างความสำคัญในการรู้เท่าทันสื่อ การตระหนักรู้ ตลอดจนความสนใจและทัศนคติของคนในโลกออนไลน์ได้อีกด้วยด้าน ปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณฑิตเซ็นเตอร์ จำกัด ในฐานะผู้ร่วมศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้สื่อออนไลน์โครงการ Media Alert เปิดเผยว่า การศึกษาครั้งนี้ เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลที่เริ่มต้นจาก Google Trends, Facebook Trends และ Twitter โดย Google Trends จะให้ข้อมูลที่เป็นคีย์เวิร์ดที่นิยมสืบค้นซ้ำ ๆ ในแต่ละวัน เช่น การตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน การนำประเด็นหรือคำพูดที่เป็นกระแสมาเป็นเนื้อหาให้คนเข้ามาสร้างการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์ม Facebook หรือแม้แต่การนำความคิดเห็น การถก การจับกระแสจากเทรนด์ทวิตเตอร์อย่างแฮชแท็ก สร้างการมีส่วนร่วมต่าง ๆ   หลังการศึกษาและรวบรวมข้อมูลแล้ว จะมีการเขียนรายการผลการศึกษา เจาะประเด็นสัมภาษณ์นักวิชาการ และสรุปเรื่องให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายผ่านการนำเสนอในรูปแบบอินโฟกราฟิกต่อไป

Advertisement

นักวิชาการสื่อ ชี้จุดสร้างสื่อออนไลน์ที่เติบโตอย่างสร้างสรรค์แก่ผู้ใช้งาน
นอกจากการเปิดผลการศึกษาความสนใจ ความคิดเห็น และอารมณ์ของผู้ใช้งาน ช่วง 3 เดือน บน 3 แพลตฟอร์ม ทั้ง Google Facebook และ Twitter แล้ว งานเสวนาครั้งนี้ยังได้เปิดเวทีให้นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ สื่อมวลชน และผู้มีบทบาทด้านการบริหารจัดการสื่อ ร่วมสะท้อนความคิดเห็นด้วยรศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Media Alert โดยกองทุนพัฒนาสื่อฯ เป็นเสมือนตะเกียงส่องทาง เพื่อให้สื่อสามารถเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ส่วนผลการศึกษาที่ออกมานั้นแสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นคนเดียวกัน แต่เมื่ออยู่ต่างแพลตฟอร์ม อารมณ์และการแสดงออกย่อมแตกต่างออกไป

ส่วนประเด็นเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมาก พบว่า ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2564 มีจำนวนการค้นหาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะประเด็นวัคซีนซิโนแวค แต่มีข้อสังเกตคือเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคมเริ่มเปลี่ยน ผลการค้นหาจะเริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย เช่น ช่วงเดือนมิถุนายนที่มีประเด็นการเมือง เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผลการค้นหาเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่เรื่องวัคซีนทันที

“สิ่งสำคัญคือต้องระวัง ทั้งเรื่องการคัดกรองข้อมูล คัดกรองคอมเมนต์ต่าง ๆ นโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการเฝ้าระวังบัญชีผู้ใช้งานปลอม และข่าวปลอมที่เกิดขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์” รศ.พิจิตรากล่าวผศ.อรรถพล อนันตวรกุล อาจารย์สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า สิ่งที่สะท้อนตลอดระยะ 10 ปี คือ บรรยากาศของสังคมไทย เช่น บริบทความเหนื่อยล้า ความขัดแย้ง ความหดหู่ ซึ่งการพึ่งพาโชค สลากกินแบ่งรัฐบาล อาจเป็นความหวังเล็ก ๆ ของกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ที่มีช่องของความเหลื่อมล้ำในสังคมกั้นไว้อยู่ นอกจากนี้ การติดตามไลฟ์สไตล์ของคนอื่นในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มเซเลบริตี้ อินฟลูเอนเซอร์ หรือคนดังทั้งหลาย เป็นเหมือนการจินตนาการถึงชีวิตของตัวเองว่า จะสามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

“สิ่งที่ต้องกลับมาขบคิดคือสังคมไทยวันนี้ไม่มีพื้นที่สาธารณะมากพอให้คนสามารถแสดงความเห็นอย่างเสรี จึงเป็นการผลักให้คนกลุ่มเหล่านี้เข้าไปสู่สังคมออนไลน์ เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือทัศนคติของตนเอง ซึ่งนอกจากจะสร้างประโยชน์ในการทำงานของสื่อแล้ว ยังมีผลดีต่อภาครัฐในการวิเคราะห์ความคิดเห็นในสังคมได้เป็นอย่างดี” ผศ.อรรถพล เผยด้าน ระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า จุดสำคัญที่ควรศึกษาต่อหลังจากนี้ คือ แยกความสนใจ ความคิดเห็น และอารมณ์ รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศของสื่อที่ปลอดภัย

“สิ่งที่มีต้องมาก ๆ คือ การเรียนรู้ หรือ Literacy รายบุคคล ถ้าเรามี Literacy ที่เป็นเกราะกำบังที่ดี เราจะรู้ได้ว่าเราใช้อารมณ์ แสดงความคิด หรือไม่สนใจอะไร ซึ่งปัญหาสำคัญของคนทำสื่อ คือ การดูแลพัฒนาองค์กรให้อยู่ได้ด้วยกลไกตลาด ต้องใช้การผลิตคอนเทนต์ให้อยู่ภายใต้กรอบจริยธรรม และสร้างผลกระทบที่ดีให้สังคมได้”ขณะที่ สุนิตย์ เชรษฐา กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion กล่าวว่า พื้นที่ออนไลน์ถือเป็นภาพสะท้อนธรรมชาติของผู้คนในเวลานั้น ๆ ซึ่งงานวิจัยที่มีประโยชน์ คือ การป้องกันปัญหาในวงการสื่อและสังคมในอนาคต จำเป็นมากยิ่งขึ้นที่สื่อต้องมีจริยธรรมและมีความเป็นกลาง รวมถึงยังชวนมองไปอีกว่า ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ สามารถใช้อะไรต่อไปได้

“เริ่มจากการรับฟังทางสังคม สู่การเรียนรู้ในสังคม ต่อยอดไปยังการกระทำทางสังคม และกลับมายังการรับฟังทางสังคมต่อว่าสิ่งที่ได้ทำไปได้ผลแค่ไหน และสามารถสร้างจุดร่วมอย่างไร ลดความรุนแรง ลดความหลอกลวงที่อยู่ในสื่อได้อย่างไร” สุนิตย์ กล่าวส่วน กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็บอกว่า ภาพสะท้อนของโซเชียลที่มองสังคมจากมุมล่างถึงมุมบน เท่ากับเราเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไปเรื่อย ๆ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี ภาครัฐสามารถเข้าใจประชาชนมากขึ้น ภาคธุรกิจเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เมื่อมีการวิเคราะห์ผ่านดิจิทัลแล้ว สามารถมองเห็นไปถึงความเห็นเล็ก ๆ ของคนที่เสียงไม่ดังพอ แต่มีปัญหาจริง ๆ  ซึ่งถ้าหาเสียงเหล่านั้นเจอ จะสามารถแก้ไขปัญหาที่ต่อยอดไปในอนาคตได้

ในตอนท้าย ผู้เชี่ยวชาญ และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ กองทุนพัฒนาสื่อฯ กล่าวสรุปว่า จะนำประเด็นข้อเสนอความคิดเห็น จากเวทีเสวนาวิชาการ ตลอดผลการศึกษาครั้งนี้ ไปขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับและพัฒนาสื่อให้ปลอดภัยและมีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

ถือเป็นการสะท้อนถึงผลการศึกษาและผลการดำเนินงานภายใต้โครงการ Media Alert ที่ทำให้เห็นถึงสถานการณ์ เหตุการณ์ และกระแสต่าง ๆ ของสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย และยังชี้ให้เห็นถึงมุมมองและตัวผลักดัน ความคิด นโยบาย การวิเคราะห์ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในเชิงรุกต่อไป  

 ติดตามผลการศึกษา ความสนใจ ความคิดเห็นและอารมณ์ในโลกออนไลน์

https://drive.google.com/file/d/1fIbueRqE9lrQ-5sauQJNjnJfsyrrOsBr/view