เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ กับนายเหริน เจิ้งเฟย ประธานคณะกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัดพร้อมแสดง ความชื่นชมหัวเว่ยสำหรับการสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและช่วยฟื้นฟู ประเทศหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 อีกทั้งยังกล่าวถึงการขยายความร่วมมือกับหัวเว่ยในอนาคตข้างหน้าให้รอบด้านมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมไปถึงการบ่มเพาะบุคลากรดิจิทัล
โดยในการประชุมผ่านระบบออนไลน์ครั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายเหริน เจิ้งเฟย ได้แลกเปลี่ยน มุมมองเกี่ยวกับการผนวกศักยภาพในการแข่งขันด้านดิจิทัลและการวางรากฐานทักษะด้านเทคโนโลยีไอซีทีของบุคลากรในประเทศไทย พลเอก ประยุทธ์ ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของเทคโนโลยีไอซีทีขั้นสูง รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลในการผลักดันความแข็งแกร่งและความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยพลเอก ประยุทธ์กล่าวว่า “หัวเว่ยได้ให้การสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับโรคระบาด และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ผมประทับใจในเรื่องราวความเป็นมาและวัฒนธรรมอันทุ่มเทของหัวเว่ยเป็นอย่างยิ่ง ในอนาคต ประเทศไทยยังคงสนใจและกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับหัวเว่ยในหลากหลายด้าน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล โรงพยาบาล 5G อัจฉริยะ คลาวด์และคอมพิวติ้ง พลังงานดิจิทัล ระบบขนส่งอัจฉริยะและศูนย์ข้อมูล” 
นายเหริน เจิ้งเฟย ประธานคณะกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย ได้แสดงความขอบคุณ ต่อรัฐบาลไทยในความเชื่อมั่นที่มีต่อหัวเว่ย และยินดีกับประเทศไทยในความสำเร็จของการใช้งานระบบ 5G โดยเขาได้เน้นย้ำว่า “หัวเว่ยและประเทศไทย ได้ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทางเทคโนโลยีดิจิทัล อย่างต่อเนื่องในอนาคต เรายังมองไปถึงการเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ใน อุตสาหกรรม หลักต่างๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการท่าเรือและการบิน”
นอกจากนี้ นายเหรินยังได้กล่าวว่า “เรามีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จ ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและพัฒนาทักษะบุคลากรดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ หัวเว่ย ประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรในไทยอย่างใกล้ชิด นำเสนอโซลูชันทางเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ”
ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนประเทศไทยตามแผนพัฒนาดิจิทัล ในการก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งภูมิภาคอาเซียน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หัวเว่ยและประเทศไทยได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดในสองด้าน ดังนี้
ด้านแรกคือการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยหัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับลูกค้า โดยประยุกต์ใช้ เทคโนโลยี 5G Cloud และ AI เพื่อเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทยและ นวัตกรรมโครงสร้างด้านไอซีที ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น หัวเว่ยได้ร่วมมือกับพันธมิตร ในภาคอุตสาหกรรมผลักดันทุกภาคส่วนที่เป็นกำลังสำคัญในประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านคมนาคม ด้านหน่วยงานภาครัฐ และด้านสมาร์ทซิตี้ เพื่อรองรับการพัฒนาทั้งภาคเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงอีโคซิสเต็มด้านดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ ความร่วมมือ ในด้านท่าเรือและสนามบินอัจฉริยะถือเป็นความร่วมมืออันเปี่ยมด้วยศักยภาพ ที่สำคัญสำหรับหัวเว่ยและประเทศไทย โดยนายเหรินได้กล่าวถึงกรณีศึกษาที่ดีที่สุดของหัวเว่ย ซึ่งใช้โซลูชันอัจฉริยะสำหรับท่าเรือและสนามบินในประเทศจีน รวมถึงความสามารถ ในการทำงานอัตโนมัติ อันขึ้นอยู่กับปัจจัยโดยรวมไม่ว่าจะเป็นผู้คน ยานยนต์ สินค้า องค์กร และสถานที่ เพื่อช่วยสร้างสนามบิน และท่าเรืออันชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยในระดับโลก
ในด้านที่สอง พลเอก ประยุทธ์และนายเหริน ยังได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการบ่มเพาะ และยกระดับบุคลากรทางดิจิทัลที่มีความสามารถในประเทศไทยย้ำ เพื่อที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และการพัฒนาในระยะยาว และยังได้ย้ำอีกว่าภาครัฐ และภาคเอกชน จำเป็นต้องร่วมมือกันสร้างอีโคซิสเต็มที่เปิดกว้าง ให้บุคลากรด้านไอซีทีเพื่อประโยชน์ของทุกภาคส่วน
เพื่อเป็นการสนับสนุนการบ่มเพาะบุคลากรด้านไอซีทีและดิจิทัลในประเทศไทย หัวเว่ยได้ก่อตั้ง Huawei ASEAN Academy (Thailand) ในปี พ.ศ. 2562 โดยได้ทำการอบรมบุคลากรด้านไอซีทีไปแล้วกว่า 41,000 คน รวมถึงองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางอีกกว่า 1,300 องค์กรตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา หัวเว่ยยังได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับอีกกว่า 20 มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ในขณะที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัล หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง โดยจะสร้างการเข้าถึงระบบดิจิทัลที่เท่าเทียม เพื่อสร้างงานและความรู้ด้านดิจิทัลให้กับกลุ่มเปราะบาง นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทในปี พ.ศ. 2542 หัวเว่ยได้ดำเนินตามพันธกิจ “เติบโตในประเทศไทยและสนับสนุนประเทศไทย” มาโดยตลอด ผ่านการผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลและสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน หัวเว่ยประเทศไทยมีพนักงานกว่า 2,800 คน คิดเป็นพนักงานชาวไทยกว่า 86% และเป็นการช่วยสร้างโอกาส ในหน้าที่การงานทางอ้อมกว่า 8,500 ตำแหน่ง ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 หัวเว่ย ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกในการรับรางวัล “พีเอ็ม ดิจิทัล อวอร์ด” ประเภท “Digital International Corporation of the Year” นับเป็นเครื่องยืนยันการสนับสนุนอันทรงคุณค่า และการมีส่วนร่วม ในการ พัฒนาสังคมไทยอย่างต่อเนื่องของหัวเว่ย รวมถึงความทุ่มเททำงาน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน สู่ดิจิทัลในประเทศไทย โดยหัวเว่ย เป็นบริษัทต่างชาติเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลนี้

