‘การเคหะแห่งชาติ’ ปลื้มได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก ‘กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก’

27.12.21 | 13:20 น.

“การเคหะแห่งชาติ” ปลื้มได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก “กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก” ลุยสร้างโครงการที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำร่อง 7 โครงการประเภทอาคารเช่า พร้อมก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

การเคหะแห่งชาติให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) ต่อผู้อยู่อาศัยและสังคมของการเคหะแห่งชาติอย่างเข้มข้น หนึ่งในโครงการที่ถือเป็นความสำเร็จในการดำเนินนโยบายด้าน CSR ของการเคหะแห่งชาติ คือ ความร่วมมือกับกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility : GEF) โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ได้อนุมัติเงินทุนสนับสนุน จำนวน 3,141,142 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 98 ล้านบาท เพื่อให้การเคหะแห่งชาติดำเนินโครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย (Accelerating construction of energy efficient green housing units in Thailand) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ร่วมกับ
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถตอบสนองเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ซึ่งได้นำเสนอต่อกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกและได้รับการสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว

“การได้ทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของการเคหะแห่งชาติ และมีเพียงไม่กี่องค์กรในประเทศไทยที่ได้รับทุนดังกล่าว พร้อมเปิดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้อยู่อาศัยและตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของการเคหะแห่งชาติ ที่สำคัญยังตอบโจทย์ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศล่าสุดในการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศ COP26 ยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ในปี 2050 และจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ได้ในปี 2065” นายทวีพงษ์ กล่าว

Advertisement

สำหรับโครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการสร้างที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน และตอบสนองเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนการพัฒนารูปแบบการติดฉลากสำหรับบ้านเดี่ยวและบ้านแนวราบ รวมทั้งประชาสัมพันธ์เผยแพร่ สร้างความตระหนักและขยายผลการดำเนินงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยสีเขียวประหยัดพลังงาน โดยมีองค์ประกอบในการดำเนินกิจกรรม 3 ส่วน ได้แก่

องค์ประกอบที่ 1 การจัดทำมาตรฐานและการให้ฉลากบ้านประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานในตลาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเชิงปริมาณ

องค์ประกอบที่ 2 กลไกการสร้างแรงจูงใจสำหรับการส่งเสริมที่อยู่อาศัยสีเขียวประหยัดพลังงาน เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยสีเขียวประหยัดพลังงานในราคาประหยัด สำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยและปานกลาง และการใช้กองทุนสีเขียวเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยมลพิษในภาคที่อยู่อาศัย

และองค์ประกอบที่ 3 การสร้างความตระหนักและพัฒนาศักยภาพของผู้ที่เกี่ยวข้อง และการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมที่อยู่อาศัยสีเขียวประหยัดพลังงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ที่สำคัญในการออกแบบที่อยู่อาศัยสีเขียว และการตระหนักรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับประโยชน์ของอาคารสีเขียว และการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติ ได้คัดเลือกโครงการประเภทอาคารเช่านำร่อง 7 โครงการ จำนวนรวม 1,373 หน่วย ได้แก่ โครงการจังหวัดเพชรบุรี (โพไร่หวาน) จำนวน 246 หน่วย โครงการจังหวัดมุกดาหาร จำนวน 78 หน่วย โครงการจังหวัดนครสวรรค์ 2 ระยะที่ 2 จำนวน 196 หน่วย โครงการจังหวัดสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3) จำนวน 196 หน่วย โครงการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (โรจนะ) ระยะที่ 1 จำนวน 441 หน่วย โครงการอาคารเช่าข้าราชการ จังหวัดสกลนคร จำนวน 146 หน่วย และโครงการอาคารเช่าข้าราชการ จังหวัดเลย จำนวน 70 หน่วย

นายทวีพงษ์ กล่าวว่า การได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก” จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการเพิ่มศักยภาพการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในระดับประเทศ รวมทั้งสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ประหยัดพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการออกแบบที่อยู่อาศัยที่ประหยัดพลังงาน และการรับรู้ให้กับสาธารณชนเกี่ยวกับประโยชน์ของที่อยู่อาศัยสีเขียว และประหยัดพลังงาน รวมทั้งเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัยทั่วถึงพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน