เจาะความสำเร็จ “เจย์ เฟรช” ฝ่าวิกฤตโควิด-19 เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจน้ำดื่มเบอร์หนึ่งเมืองตรัง

30.12.21 | 10:59 น.

จากความคิดที่ว่า เพราะมนุษย์ไม่สามารถขาดน้ำได้ พงษ์ศักดิ์ โกเอี้ยน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจย์ เฟรช จำกัด จึงเริ่มลุยธุรกิจผลิตน้ำดื่ม เล็งหัวหาดจังหวัดตรังบ้านเกิด ค่อยๆ สร้างการเติบโตจากบริษัทเล็กๆ ชูจุดแข็งด้วยการนำเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานระดับสูงมาใช้ในธุรกิจอย่างรอบด้าน กระทั่งผงาดขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำดื่มเบอร์หนึ่งของจังหวัด

จากยอดขายหลักร้อยสู่หลักแสน

พงษ์ศักดิ์เล่าถึงที่มาของเจย์ เฟรช ว่า วันหนึ่งขณะเขารับประทานอาหารอยู่ในจังหวัดตรัง ได้หยิบขวดน้ำขึ้นมาอ่านฉลากตามนิสัยของคนที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร และเคยทำงานในบริษัทอาหารขนาดใหญ่มาก่อน พออ่านจบก็เกิดความคิดทันทีว่า ธุรกิจผลิตน้ำดื่มน่าจะมีช่องทางเติบโตได้ไม่น้อย ใช้เวลาหาข้อมูลและหาแหล่งทุน วางแผนธุรกิจอยู่ราว 1 ปี ก็ก่อตั้งเจย์ เฟรช ในปี 2558

แม้มีความฝัน แต่การทำธุรกิจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะวันแรกที่เจย์ เฟรช เปิดกิจการ สามารถทำยอดขายได้เพียง 180 บาท ทั้งหมดมาจากการอุดหนุนของเพื่อนและคนรู้จัก แต่ 6 เดือนหลังจากนั้นยอดขายกลับก้าวกระโดดถึง 1 แสนบาทต่อเดือน เพราะเจย์ เฟรช วางแนวทางผลิตน้ำดื่มที่ไม่ซ้ำรอยแบรนด์ไหนในจังหวัด ด้วยการเป็น OEM รับผลิตน้ำดื่มให้แบรนด์ของลูกค้า ทำให้เวลาไปหาลูกค้าก็มักจะปิดการขายได้เสมอ

“ถึงตลาดน้ำดื่มจะมีผู้เล่นอยู่แล้ว แต่การที่เจย์ เฟรช เป็น OEM ทำให้เราได้เปรียบ เพราะลูกค้า OEM มีความสม่ำเสมอ แทบไม่มีการเปลี่ยนผู้ผลิต เราจึงรักษายอดขายไว้ได้และโตขึ้นเรื่อยๆ

Advertisement

“เคล็ดลับของเราคือ โฟกัสกับร้านใหญ่ๆ หรือร้านที่พอเอ่ยชื่อในตรังแล้วคนรู้จักก่อน และเมื่อกว่า 80% ของร้านเหล่านี้เป็นลูกค้าของเราหมดแล้ว พอมีคู่แข่ง คนก็จะจดจำได้ว่าเราเป็นเจ้าแรก” ผู้ก่อตั้งเจย์ เฟรช เล่า

น้ำดื่มที่พบเจอได้ทั่วตรัง

แบรนด์อื่นอาจชูการดื่มน้ำเป็นการดูแลสุขภาพ เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย แต่ในมุมมองของพงษ์ศักดิ์ น้ำดื่มเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตอยู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องพาผลิตภัณฑ์ของเจย์ เฟรช ไปให้ถึงการรับรู้ของผู้บริโภคมากที่สุด ไม่เฉพาะแบรนด์น้ำดื่มที่เขาผลิตให้ในรูปแบบ OEM แต่ยังสร้างแบรนด์ “เจย์ เฟรช” ขึ้นมาด้วย ซึ่งไม่ว่าจะผลิตในรูปแบบไหน สิ่งที่พงษ์ศักดิ์ไม่ทิ้งอย่างเด็ดขาดคือ มาตรฐานการผลิตและน้ำดื่มที่ต้องได้คุณภาพ

“ตอนแรกผมขายให้ร้านอาหาร ต่อมาได้ลูกค้าเป็นโรงพยาบาล แล้วก็ได้ที่พัก รีสอร์ต และโรงเรียน เพราะผมมองว่า วิถีชีวิตคนเราเกิดในโรงพยาบาล โตมาเข้าโรงเรียน ไปพักโรงแรม ไปเที่ยว ไปงานแต่ง ไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องเจอน้ำของเรา เพียงแค่ต้องโฟกัสให้ถูกจุดว่า ต้องไปที่ไหนคนถึงจะเจอผลิตภัณฑ์ของเรา” พงษ์ศักดิ์เผยกลยุทธ์ธุรกิจ

อีกประการหนึ่งที่เจย์ เฟรช ให้ความสำคัญอย่างมากคือ การรักษาสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้าและลูกค้า โดยใช้ความเป็นคนในพื้นที่ รู้จักผู้คนในหลายภาคส่วน สอบถามความคิดเห็นถึงน้ำดื่มเจย์ เฟรช แล้วนำมาปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น ทำให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละเจ้าได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นข้อได้เปรียบของเจย์ เฟรช เหนือแบรนด์ใหญ่ ที่อาจไม่สามารถมาคลุกคลีกับลูกค้าได้ใกล้ชิดขนาดนี้

ปรับตัวสู้โควิด 

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สร้างผลกระทบถ้วนหน้า เจย์ เฟรช ก็เช่นกัน ช่วงการระบาดเดือนมีนาคม-เมษายน ปี 2563 จนล็อคดาวน์ครั้งแรก พงษ์ศักดิ์เล่าว่า ยอดขายหายไปถึง 60% แต่นี่คือวิกฤตที่เจย์ เฟรช พลิกให้เป็นโอกาส

“ช่วงนั้นร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน เกือบทุกที่ที่มีสินค้าของเราปิดหมดเลย แต่เราวิเคราะห์ว่า ช่วงล็อกดาวน์คนอยู่บ้านยังต้องบริโภคน้ำเท่าเดิม ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปถึงลูกค้าได้โดยตรง เลยให้รถแบ่งสายวิ่งขายน้ำทั่วจังหวัดจนยอดกระเตื้องขึ้น จนตอนนี้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึงกว่า 40% จากยอดขายในช่วงปกติ เยอะกว่าก่อนมีโควิดอีก พอต้องล็อคดาวน์อีกรอบก็ไม่เจอปัญหาเดิมแล้ว เพราะเราแก้ปัญหานั้นเรียบร้อย” ผู้ก่อตั้งเจย์ เฟรช บอก

คุณภาพการผลิตก็เป็นอีกสิ่งที่เจย์ เฟรช ให้ความสำคัญเสมอมา แต่เดิมในขั้นตอนผลิต พนักงานต้องใส่หน้ากากอนามัย เปลี่ยนเสื้อผ้า และสวมตาข่ายคลุมผมอยู่แล้ว จึงไม่ถือเป็นนิวนอร์มัลของบริษัท

เมื่อโควิดมาเยือน บริษัทก็ยังคงยึดถือแนวปฏิบัติเช่นเดิม แต่เพิ่มการตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้างาน จัดวางแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ และตรวจ ATK พนักงานทุก 2 สัปดาห์ สร้างความมั่นใจด้านสุขอนามัยและเพื่อรักษาคุณภาพการผลิตให้คงเส้นคงวา

สร้างธุรกิจให้โตไกล ต่อยอดเทคโนโลยีสื่อสารด้วยการทำงานบนคลาวด์

เนื่องจากเคยผ่านการทำงานในบริษัทใหญ่มาก่อน พงษ์ศักดิ์จึงเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีที่ช่วยเอื้อให้การทำงานเป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการทำงานในระบบคลาวด์ ซึ่งพงษ์ศักดิ์เลือกใช้บริการ ดีแทค บิสสิเนส (dtac business) ที่มีแพ็กเกจโทรศัพท์ WorryFree Plus Pro ที่รวมให้บริการ Google Workspace สำหรับทำงานออฟฟิศอย่างครบครัน ในราคาเริ่มต้น 499 บาท

“เราใช้มาตั้งแต่ยังชื่อ Google G-Suite ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Google Workspace ความที่ใช้เบอร์ของดีแทคอยู่แล้ว พอเห็นแพ็กเกจนี้ของดีแทค บิสสิเนส เลยใช้อย่างไม่ลังเล โดยดีแทค บิสสิเนส จะมีทีมไอทีสอนการใช้งาน ทำให้เราทำงานร่วมกันกับทีมงานได้ทุกที่ขอเพียงมีอินเทอร์เน็ต

“ข้อดีของ Google Workspace คือ พนักงานสามารถกรอกข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน และทุกคนจะเห็นข้อมูลเหมือนกันหมด ง่ายต่อการบริหารจัดการ ถ้าลูกค้าโทรมาขอใบเสนอราคา เราก็สามารถออกให้ได้ในเวลาไม่กี่นาที และความที่เราใช้ Gmail เป็นอีเมล์ทางธุรกิจ ก็ช่วยเสริมภาพลักษณ์ทำให้เราดูมีมาตรฐานสากลขึ้นด้วย” พงษ์ศักดิ์อธิบาย

ทิศทางธุรกิจต้องเติบโตรับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้นก็คือเทคโลยีอย่างคลาวด์โซลูชั่น เช่นที่พงษ์ศักดิ์บอกว่า มีส่วนอย่างมากในการสร้างความก้าวหน้าให้ธุรกิจผลิตน้ำดื่มเจย์ เฟรช

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมแพ็คเกจ Google Workspace โดย dtac business สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 1431 หรือเว็บไซต์ https://business.dtac.co.th/th/google-workspace