โควิด19ที่แม้จะยังอยู่แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายประกอบกับการที่คนไทยได้รับวัคซีนรวมแล้วกว่า120.5 ล้านโดส ก็ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น เมื่อประเทศต้องเดินหน้า สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เน้นการทำงานเชิงรุกมาตลอด นับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ปี 2563 โดยได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ จน ‘รมว.เฮ้ง’ แปรออกมาเป็นผลงานปรากฏชัด ทั้ง การตรวจคัดกรองโควิด รักษาผู้ติดเชื้อ และจัดหาวัคซีนป้องกันโควิดให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม คงอัตราจ้างงานและเพิ่มการจ้างงาน เยียวยาลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ริเริ่มโครงการแฟคทอรี่ แซนด์บ็อกซ์ ช่วยเหลือภาคการผลิตเพื่อส่งออก รวมทั้งโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจเอสเอ็มอี ฯลฯ ก็เปิดแผนรุกอีกครั้ง
คราวนี้กับภารกิจนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศตาม MOU จากเมียนมา กัมพูชา และลาว ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เดินหน้าการผลิตได้เต็บสูบ หนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแข็งแกร่ง
รมว.สุชาติกล่าวว่า ไทยนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU อยู่แล้ว แต่เมื่อโควิดระบาดในไทยช่วงต้นปี 2563 พล.อ.ประยุทธ์ซึ่งมีความห่วงใยพี่น้องชาวไทย เห็นว่า หากเปิดชายแดนจะทำให้ควบคุมโควิดได้ยาก จึงมีนโยบายปิดด่านชายแดน และกระทรวงแรงงานก็ได้ชะลอการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา
ราวเดือนกรกฎาคม 2563 สถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น หลายธุรกิจเริ่มฟื้นตัว แต่กลับขาดแคลนแรงงาน ผู้ประกอบการบางส่วนจึงลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย


“ปลายปี 2563 โควิดระบาดระลอก 2 ตอนนั้นผมเรียนท่านนายกฯ ว่า ขออนุญาตนำแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่อยู่ในไทยทั้งหมดขึ้นมาบนบก เพื่อเข้าสู่ระบบประกันสังคม ระบบเงินเดือน ระบบภาษี และที่สำคัญคือระบบสุขภาพ หากเจ็บป่วยก็รักษาด้วยเงินกองทุนประกันสังคมที่เขาจ่าย นี่คือการแก้ไขปัญหาการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU ครั้งแรก ซึ่งสามารถนำแรงงานต่างด้าวเข้าระบบได้กว่า 5 แสนคน”
ถึงอย่างนั้น โควิดที่ระบาดข้ามปี ทำให้การนำเข้าแรงงานต้องชะลอออกไปอีก กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ประกาศเปิดประเทศ 1 พฤศจิกายน 2564 รมว.สุชาติซึ่งเห็นว่า เศรษฐกิจประเทศต้องฟื้นตัว จึงเสนอแนวทางการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด
ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2564 มีมติเห็นชอบตามแนวทางที่เสนอ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบ เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2564 กระทรวงแรงงานจึงได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2564 เป็นต้นมา
ช่วงเวลาเดียวกัน รมว.สุชาติก็แก้ไขปัญหาแรงงานผิดกฎหมายควบคู่กันไปด้วย โดยเปิดให้มาลงทะเบียนเข้าระบบให้ถูกต้อง ระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน ซึ่งครั้งนี้ ‘รมว.เฮ้ง’ สามารถนำแรงงานเข้าระบบได้อีกกว่า 3.5 แสนคน
การนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU นั้น รมว.สุชาติลงรายละเอียดว่า ต้องวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ และบูรณาการการทำงานกับหลายหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยแรงงานเหล่านี้จะเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง 5 จังหวัด คือ ตาก ระนอง สระแก้ว หนองคาย และมุกดาหาร
แล้วกล่าวถึงการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU ว่า มีด้วยกัน 8 ขั้นตอน ได้แก่
- นายจ้างยื่นแบบคำร้องขอนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ กับกรมการจัดหางานหรือสำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
- เมื่อกรมการจัดหางานตรวจสอบเอกสารและหลักฐานแล้ว จะมีหนังสือแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว ผ่านสถานเอกอัครราชทูตของประเทศต้นทางประจำประเทศไทยไปยังประเทศต้นทาง
- ประเทศต้นทางดำเนินการรับสมัคร คัดเลือก ทำสัญญา และจัดทำบัญชีรายชื่อคนงานต่างด้าวส่งให้กรมการจัดหางาน ผ่านสถานเอกอัครราชทูตประเทศต้นทางประจำประเทศไทย และกรมการจัดหางานจัดส่งบัญชีรายชื่อให้นายจ้าง
- นายจ้างที่ได้รับบัญชีรายชื่อ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 พร้อมด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักฐานการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด หนังสือยืนยันการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการกักตัว ฯลฯ
- กรมการจัดหางานมีหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศต้นทาง (กัมพูชาและลาว) เพื่อพิจารณาออกวีซ่าแก่คนต่างด้าวตามบัญชีรายชื่อ และสถานเอกอัครราชทูตเมียนมา ประจำประเทศไทย เพื่ออนุญาตให้เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย
- เมื่อคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาแล้ว ต้องแสดงเอกสารต่างๆ เช่น หนังสือยืนยันการอนุญาตให้เข้ามาทำงานพร้อมบัญชีรายชื่อ ผลตรวจโควิดด้วยวิธี RT-PCR ก่อนเดินทางเข้ามา หลักฐานการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด (ถ้ามี) ฯลฯ หากเอกสารครบถ้วนถูกต้อง จะได้รับการลงตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ 2 ปี
- ต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพ 6 โรค เข้ารับการกักตัว และตรวจหาเชื้อโควิด ด้วยวิธี RT-PCR ขั้นตอนนี้หากคนต่างด้าวยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด หรือได้รับไม่ครบ กระทรวงแรงงานจะจัดหาวัคซีนให้ หรือหากติดเชื้อโควิดให้เข้ารับการรักษา โดยนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
- คนต่างด้าวรับการอบรมผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ณ สถานที่ทำงาน เมื่อผ่านแล้วจะได้รับใบอนุญาตทำงาน
รมว.สุชาติเผยว่า หลังจากเปิดนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU เสียงตอบรับจากนายจ้างถือว่าดีมาก โดยปัจจุบันมีนายจ้างยื่นคำร้องขอนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ 1,739 คำร้อง จำนวนคนต่างด้าว 109,814 คน แบ่งเป็นเมียนมา 75,605 คน กัมพูชา 26,578 คน และลาว 7,631 คน ซึ่งอุตสาหกรรมที่นายจ้างยื่นคำร้องมากสุด 5 อันดับ คือ กิจการก่อสร้าง จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม กิจการต่อเนื่องการเกษตร ผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และต่อเนื่องปศุสัตว์โรงฆ่าสัตว์ ชำแหละ
“ขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานตาม MOU แล้ว 301 คน เป็นชาวกัมพูชาที่เข้ามาทางสระแก้ว เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 จำนวน 158 คน และวันที่ 8 กุมภาพันธ์อีก 143 คน ส่วนแรงงานจากลาวและเมียนมา อยู่ระหว่างการดำเนินการของประเทศต้นทาง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็จะทยอยเดินทางเข้าไทย” แม่ทัพกระทรวงแรงงานบอก
พร้อมเผยด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมที่ จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่าย รวมทั้งให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ ด้วย
อย่างไรก็ดี เมื่อภาคอุตสาหกรรมพร้อมเหยียบคันเร่งพาเศรษฐกิจประเทศให้เติบโต แต่จำนวนแรงงานถูกกฎหมายที่เข้ามาขณะนี้อาจยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะจากเมียนมา ด้วยปัจจัยภายในประเทศนั้น รมว.สุชาติก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งติดตามสถานการณ์และการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และแจ้งไปยังผู้ประกอบการเป็นระยะๆ
ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญกับประเด็นความมั่นคง นำสู่การเตรียมจัดการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและฝ่ายความมั่นคง โดยมีกระทรวงแรงงานเป็นตัวกลาง
“เราต้องการให้ผู้ประกอบการมีแรงงานที่ถูกต้องและเพียงพอ ซึ่งถูกต้องก็เกี่ยวกับความมั่นคง เพียงพอก็เกี่ยวกับผู้ประกอบการ เราอยู่ตรงกลาง เลยให้มาเจอกัน นี่คือภารกิจของผม ทำอย่างไรที่จะสร้างสมดุลระหว่างสองเรื่องนี้ให้ได้
“วันนี้เราจะฟื้นประเทศ เราต้องกล้าตัดสินใจ ถ้าเราไม่ทำ ผู้ประกอบการก็ไม่รอด ธุรกิจก็เดินหน้าต่อไม่ได้ สำหรับผม การทำงานบริหารราชการแผ่นดิน ผมยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่มีอะไรสมบูรณ์ 100% แต่จะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุด และเสียหายน้อยที่สุด”
ทั้งหมดคือความมุ่งมั่นของ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้แข็งแกร่ง

