ถอดบทเรียน “บาฟส์” ในยุคโควิด สู่การผนึกพันธมิตรระดับโลก พร้อมเป้าหมาย Net Zero เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน

แม้สถานการณ์โควิดจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมการบินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบินถูกกระทบไปเป็นวงกว้าง หนึ่งในนั้นที่ผู้คนทั่วไปอาจคาดไม่ถึงคือธุรกิจการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ บาฟส์ ผู้ให้บริการน้ำมันอากาศยานที่มีประสบการณ์มายาวนานเกือบ 40 ปี เล่าให้ฟังว่า วิกฤตดังกล่าวถือเป็นช่วงที่ธุรกิจการบินตกต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี ซึ่งทางสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการณ์ว่า หากสถานการณ์คลี่คลายธุรกิจการบินน่าจะกลับมาสู่ระดับปกติได้ในปี ค.ศ. 2024 โดยจะมีผู้โดยสารทั่วโลกใช้บริการอยู่ประมาณ 4,000 ล้านคนต่อปี และจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นจนถึงระดับ 8,000 ล้านคนต่อปีในปี ค.ศ. 2040 ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ภาคพื้นต่าง ๆ ที่ใช้ในสนามบินก็จะมีการปรับตัวขึ้นเพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับปณิธานในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนของบาฟส์ ที่มุ่งพัฒนาและสรรหาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสามารถเสริมศักยภาพด้านการบริการน้ำมันอากาศยาน พร้อมยกระดับมาตรฐานสู่ระดับโลก

“รายได้หลักของบาฟส์ กรุ๊ป มาจากการเติมน้ำมันอากาศยาน ใน Fleet รถเรามีอยู่ประมาณ 80 คัน ให้บริการมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีสนามบินหลักที่ให้บริการ คือ ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ แต่เรามีเป้าหมายว่า ในอีก 5 ปี ข้างหน้า เราจะปรับโครงสร้างรายได้จากธุรกิจหลักของเราให้อยู่ที่ 50% และที่เหลือจะเป็นรายได้ของบริษัทย่อยในเครือที่มาจากธุรกิจสาธารณูปโภค และพลังงานหมุนเวียน ในด้านสาธารณูปโภคตอนนี้เรามีระบบท่อขนส่งน้ำมันซึ่งเป็นท่อที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน กำลังการส่งอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านลิตรต่อปี และในอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อพลังงานหมุนเวียนและพลังงานไฟฟ้าที่เรามีอยู่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น จึงน่าจะมาเป็นรายได้ในสัดส่วนที่สำคัญของบริษัทฯ ต่อไป”

จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง บริษัทในเครืออย่าง บาฟส์ อินเทค ในปี ค.ศ. 2018 โดยแบ่งการถือหุ้นของบาฟส์ บริษัทแม่ 90% และ บริษัท ยูนิเวฟ จำกัด อีก 10% ซึ่งถือเป็นการนำจุดเด่นของบาฟส์ และยูนิเวฟ มาผสมผสานกันได้อย่างโดดเด่นและลงตัว นายอนิรุทธ์ บุนยตีรณะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาฟส์ อินเทค จำกัด เปิดเผยว่า ธุรกิจของ บาฟส์ อินเทค คือ การประกอบรถเติมน้ำมันอากาศยานแบบ Hydrant Dispenser และแบบ Refueller พร้อมกับการให้บริการซ่อมบำรุง โดยที่ผ่านมา นอกจากจะผลิตรถส่งให้ทางบริษัทแม่อย่างบาฟส์แล้ว ก็ยังมีการผลิตรถให้แก่ลูกค้าในไทยรายอื่น ๆ รวมถึงลูกค้าในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ที่เมียนมา หรือ สปป.ลาว ซึ่งล่าสุดได้ทำข้อตกลงร่วมกับ บริษัท ITURRI ผู้นำการผลิตรถเติมน้ำมันอากาศยานระดับโลก จากประเทศสเปน ในการผลิตรถเติมน้ำมันอากาศยานขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (BEV : Battery Electric Vehicle) โดยการใช้นวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานไฟฟ้า 100% จึงไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องยนต์ สามารถวิ่งได้ระยะทางรวมสูงสุด 170 กิโลเมตร และให้บริการเติมน้ำมันได้เฉลี่ย 8 เที่ยวบินต่อการชาร์จไฟฟ้าเต็มหนึ่งครั้ง ทั้งนี้  ความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น

Advertisement

ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของทางด้าน ITURRI Group จากประเทศสเปน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชั่นใหม่ ๆ สำหรับยานพาหนะไร้มลพิษ เพื่อเป็นการรองรับกฎ ระเบียบ และข้อบังคับที่กำหนดขึ้นใหม่โดย ICAO สำหรับการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และเสียงรบกวนในบริเวณสนามบินทั้งในและต่างประเทศ โดย MR. Amadeo Douton Rodriguez  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ITURRI จำกัด กล่าวว่า การจับมือพันธมิตรในไทยอย่าง บาฟส์ อินเทค  ถือได้ว่าเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดในตลาดอาเซียนสำหรับอุตสาหกรรมการบินและการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อตกลงที่ทำร่วมกันในครั้งนี้จะเป็นการดำเนินการพัฒนาร่วมกับแผนก Research and development  ของ ITURRI Group ซึ่งจะนำร่องด้วยเครื่องจ่ายไฟฟ้า ตามด้วยเครื่องเติมเชื้อเพลิงไฟฟ้า และโซลูชั่นอัจฉริยะสำหรับรถยนต์ที่ใช้ก๊าซไฮโดรเจน เนื่องด้วยศักยภาพของบาฟส์ กรุ๊ป ที่มีประสบการณ์อันยาวนานในตลาดการเติมเชื้อเพลิงอากาศยาน และมีกลยุทธ์การบริหารธุรกิจที่แม่นยำ โดยเป้าหมายในปี ค.ศ. 2025 ของ ITURRI Group คือ ต้องการผลักดันยอดการส่งออกให้ได้ 70% ของการผลิตในต่างประเทศ เพื่อบรรลุยอดการซื้อขายรวมที่ตั้งเป้าไว้ที่มูลค่า 500 ล้านยูโร นั่นหมายถึง มูลค่าที่เพิ่มเป็นสองเท่าของตัวเลขปัจจุบัน

หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า การทำธุรกิจยุคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบทเรียนที่เราเจอ
โควิด-19 ทำให้รู้ว่าไม่มีใครสามารถยืนได้โดยลำพัง เราจึงให้ความสำคัญเรื่องการทำ Collaboration กับบริษัทต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ แนวความคิดในการผลิตรถ BEV นี้ไม่ได้เป็นแนวคิดที่เพิ่งเกิดแต่เกิดมานานแล้ว เพราะเรามุ่งมั่นทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในระดับของสังคมและสิ่งแวดล้อม หนึ่งในบทพิสูจน์ของเรา คือ การได้รับการรับรองให้เป็น Carbon Neutral Company คือบริษัทที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 และเราในฐานะเป็นผู้ให้บริการขนส่งด้านพลังงาน จึงตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถมุ่งไปสู่ถนนที่จะทำให้เราเป็นธุรกิจที่คู่กับความยั่งยืนของโลกจนไปสู่  Net Zero ให้ได้ในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งนั่นคือเป้าหมายของเราต่อไป !!!

โควิด-19 เป็นบทเรียนสำคัญของมวลมนุษยชาติที่ต้องก้าวข้ามผ่านไป การถอดบทเรียนของบาฟส์ ทำให้เราสามารถคิดตาม ทดลองปฏิบัติ เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกัน และก้าวข้ามผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image