110 ปี กระทรวงคมนาคม พัฒนาเคียงข้างประชาชน สร้างรากฐานโครงข่ายอย่างยั่งยืน

1.04.22 | 10:55 น.

กระทรวงคมนาคม ได้ก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนชื่อจากกระทรวงโยธาธิการ เป็นกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2455 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (ม.ร.ว. สท้าน สนิทวงศ์) ดำรงตำแหน่งเสนาบดี มีหน้าที่กำกับดูแลคมนาคมบก ทางน้ำ ทางรางและไปรษณีย์โทรเลขในยุคสมัยแรก ผ่านวิวัฒนาการเข้าสู่ยุคการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ        ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในปี 2504 – 2509 ซึ่งกำหนดให้มีแนวทางในการพัฒนาทางหลวงแผ่นดิน การขนส่งทางรถไฟ ทางอากาศ และการปรับปรุงพัฒนาท่าเรือ

โดยตลอดระยะเวลา 110 ปีที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้มุ่งมั่นพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งให้มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม รวมทั้งพัฒนาให้เกิดการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งทุกระบบทั้งทางบก ราง น้ำ และอากาศ เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถเสริมสร้างศักยภาพของประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งและจราจรในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เดินหน้านโยบายเชิงรุกในทุกโครงข่าย

ปัจจุบันกระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการส่งเสริมการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) โดยการเข้าสู่ปีที่ 110 นี้ ได้มีการผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ด้วยความมุ่งมั่นและดำเนินการพัฒนาเชิงรุก วางรากฐานสู่อนาคต ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง อาทิ กำหนดความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนโครงข่ายทางหลวงที่กำหนด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง การพัฒนาระบบผ่านทางพิเศษแบบไม่มีไม้กั้น หรือ M-Flow การเร่งรัดก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางยกระดับบนถนนพระราม 2 และทางพิเศษพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนฯ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมสู่ภาคใต้ของประเทศ อำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ประชาชน การเร่งรัดก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M8) การดำเนินการตามหลักการ Thai First ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน ตามนโยบายของรัฐบาล การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงและสถานีกลางบางซื่อ ปรับปรุงพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางถนน ท่าเรือ เส้นทางรถไฟ ให้มีความสวยงาม สะดวก ปลอดภัย ด้วยโครงการคมนาคมสีสัน สร้างสรรค์ประเทศไทย

Advertisement

นำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวก รวดเร็ว ลดการสัมผัส

กระทรวงคมนาคม ได้เปิดใช้ระบบการจ่ายเงิน EMV Contactless (Europay Mastercard and Visa) อำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการทางพิเศษและโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีน้ำเงิน เชื่อมโยงทุกระบบการชำระเงินด้วยบัตรมาตรฐานสากลเพียงใบเดียว แตะ – จ่าย ได้ทั้งบัตรเดบิตและบัตรเครดิตทุกธนาคารที่มีสัญลักษณ์ Contactless สอดคล้องกับวิถีชีวิตในรูปแบบ New Normal ช่วยลดการสัมผัสในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 การใช้ช่องทางออนไลน์ แอปพลิเคชัน ยกระดับการให้บริการและติดต่อสื่อสารกับประชาชน พร้อมทั้งการพัฒนาโครงข่ายข้อมูลดิจิทัล วางระบบติดตามโครงการขนาดใหญ่ เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งอย่างบูรณาการ

วางรากฐานคมนาคมอย่างยั่งยืน เพื่อประเทศชาติและประชาชน

การผลักดันเร่งรัดโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ (Landbridge) สู่การเป็นศูนย์กลางแห่งสำคัญของการขนส่งทางน้ำ และโครงการจัดทำแผนแม่บท MR-MAP บูรณาการโครงข่ายทางหลวงและรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงภูมิภาคกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น และการเร่งรัดเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง ผลักดันเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสำหรับรถโดยสารและเรือโดยสารสาธารณะ การเร่งรัดพัฒนา ท่าอากาศยานภูมิภาคเป็นศูนย์กลางรวบรวม กระจายสินค้าเกษตร หรือสินค้าเน่าเสียง่าย การจัดตั้งศูนย์จำหน่ายและกระจายสินค้า OTOP การให้สิทธิการบริหารท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยาน แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

ในปี 2565 ประเทศไทยจะมีโครงการลงทุนทั้งทางบก ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ในวงเงินสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย โครงการที่ได้ลงนามสัญญาแล้ว 516,000 ล้านบาท และโครงการลงทุนใหม่ 974,000 ล้านบาท ด้วยวงเงินการลงทุนที่สูงนี้ มีการคาดการณ์เบื้องต้นว่าจะก่อให้เกิด การจ้างงานประมาณ 154,000 ตำแหน่ง และจากการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ด้วยสูตรคำนวณที่เป็นผลมาจากงานวิจัยของ Global Infrastructure Hub and Cambridge Economic Policy Associates ของสหภาพยุโรป จะทำให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบทวีคูณ หรือ Multiply Effect ประมาณ 4 แสนล้านบาท/ปี หรือคิดเป็น 2.35% ของ GDP

กระทรวงคมนาคมเดินหน้าทุกนโยบายแผนงาน ด้วยวิสัยทัศน์การเป็นศูนย์กลางในการบริหารด้านคมนาคมที่ทันสมัย มุ่งเน้นประสิทธิภาพอย่างเป็นองค์รวมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และหลักธรรมาภิบาล สู่การเป็นระบบคมนาคมขนส่งที่สะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ลดค่าครองชีพ โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบริหารงานด้วยความโปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง