ซีพีเดินหน้าฟื้นป่าเหนือ 4 ต้นน้ำ ปิง วัง ยม น่าน ต่อเนื่องสู่ปีที่ 6 ร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อมและสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน

22.04.22 | 17:11 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์เดินหน้าฟื้นฟูป่าและสภาพแวดล้อม สร้างอาชีพ และพัฒนาคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ 4 ต้นน้ำ ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ  ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและชุมชนกว่า 50 หน่วยงาน โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบันได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 787,303 ต้น อีกทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับสู่ชุมชนมากกว่า 3,150,911 บาท

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า จากปี 2558 คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ซึ่งเป็นประธานด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในขณะนั้น ได้รับมอบหมายจากท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ให้ดูแลเรื่องความยั่งยืนจากนโยบายสู่ภาคการปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคเหนือนั้น ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี เครือฯ ได้ให้ความสำคัญด้านการยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ และในวาระครบรอบ 100 ปี เครือยังคงมุ่งมั่นร้อยเรียงความดี โดยยึดมั่นหลัก 3 ประโยชน์ของเครือฯ คือ ทำเพื่อประเทศชาติ ชุมชนและสังคมก่อน สุดท้ายจึงเป็นบริษัท พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างเสริมสิ่งใหม่ สนับสนุนต่อยอดความคิด โดยมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามอย่างสม่ำเสมอ ทำงานด้วยความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาอย่างตรงจุด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมไทยโดยเครือฯ เริ่มนำร่องด้านความยั่งยืนด้วย ‘โครงการสบขุ่นโมเดล’ บ้านสบขุ่น อ.ท่าวังผา จ.น่าน ต้นแบบฟื้นป่าภาคเหนือที่นำร่องสู่ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในการปรับเปลี่ยนวิถีจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวสู่การปลูกกาแฟสร้างป่า สร้างรายได้ ด้วยความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จังหวัดน่าน (กอ.รมน.น่าน) , สำนักงานป่าไม้จังหวัดน่าน , สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงบ้านสบขุ่น ตามแนวทางพระราชดำริฯ , สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ.ท่าวังผา และ พัฒนาที่ดิน จ.น่าน โดยมีเกษตรเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 6 รุ่น 97 ราย ปัจจุบันสามารถฟื้นฟูผืนป่ากลับมาได้กว่า 2,100 ไร่ เกิดโรงแปรรูปกาแฟ วิสาหกิจชุมชนสร้างป่า สร้างรายได้แก่บ้านสบขุ่น และมีแบรนด์กาแฟบ้านสบขุ่น กาแฟคืนป่า คืนชีวิต ที่จัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และหน้าร้าน ภายใต้การเรียนรู้การจัดการอย่างเป็นระบบมุ่งสู่การเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social enterprise) และผลักดันสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตนอกจากนี้เครือฯ ยังให้ความสำคัญด้านการลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร สนับสนุนการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนใน ‘โครงการปุ๋ยอินทรีย์บ้านดอนไชยป่าแขม’ ต.ออย อ.ปง .พะเยา ด้วยแนวคิดการลดต้นทุนการซื้อปุ๋ยและหันมากำจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรแบบระบบหมุนเวียน โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบลออย, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), มหาวิทยาลัยเเม่โจ้ และอำเภอปง ผลักดันและถ่ายทอดองค์ความรู้จนเกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และสินค้าปุ๋ยชุมชน ‘ฮักษ์น้ำยม’ ซึ่งสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้แล้วกว่า  54,875 กิโลกรัม

อีกส่วนหนึ่งแห่งความภูมิใจของเครือฯ และชุมชน คือ ‘โครงการจัดการป่าอเนกประโยชน์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา บ้านกองกาย’ ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ด้วยการผนึกกำลัง 4 ประสาน ชูกลยุทธ์กาแฟฟื้นป่า พร้อมผสมผสานองค์ความรู้ และวิถีชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ  องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทับ, มูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม, มูลนิธิไทยรักษ์ป่า และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) โดยเริ่มได้ผลผลิตกาแฟคุณภาพแล้วเป็นครั้งแรกในปี 2564 จนปัจจุบันมีผลผลิตรวม 7,604 กิโลกรัม

เครือฯ ยังคงมุ่งมั่นผลักดันธุรกิจชุมชนสู่การเป็นธุรกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น ‘วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านเลาสู’ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง จากชาวบ้านเมี่ยนและอาข่าที่ปลูกกาแฟเป็นทุนเดิม สู่การพัฒนาสร้างอาชีพ สร้างรายได้ กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง พร้อมใจขับเคลื่อนปลูกกาแฟเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเครือฯร่วมกับภาคเครือข่าย อาทิ  องค์การบริหารส่วนตำบลปงดอน, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ธกส. ผลักดันบ้านเลาสูสู่ความสำเร็จ สามารถจัดตั้งโรงแปรรูปกาแฟภายในชุมชน ลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทาง มอบองค์ความรู้วิชาการบริหารจัดการแปลงเกษตร นอกจากนี้ยังมีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพื่อรักษาทรัพยากรที่มีค่า ที่มาของสินค้าชุมชนเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟบ้านเลาสู ที่สามารถผลิตกาแฟได้กว่า 53,481 กิโลกรัมการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการร่วมมือหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคการศึกษา ฯลฯ เครือซีพีจึงได้ก่อตั้ง สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ขึ้น ณ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน เพื่อร่วมสร้างสรรค์คุณค่า สู่การพัฒนาชุมชน สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจอย่างสมดุลให้เมืองน่านน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยกว่า 2 ปี ที่ดำเนินการได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายเป็นอย่างดี อาทิ จังหวัดน่าน , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาน่าน , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , สํานักงานพาณิชย์จังหวัดน่าน ,สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง , หอการค้าจังหวัดน่าน , น้ำพางโมเดล, มูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำ , ศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ และ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนอีกกว่า 15 อำเภอ ร่วมสร้างสรรค์หลักสูตรการฝึกอบรมทั้งหมด 40 หลักสูตร ครอบคลุมกลุ่มทั้งเด็กและเยาวชน เกษตรกร ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และผู้นำที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง มีจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด 988 คน  อีกทั้งยังมีการส่งเสริมธุรกิจเกษตรไปจนถึงวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมอาชีพและคุณภาพชีวิตรวมกว่า 1,033 ราย และมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทั้งด้านบรรเทาสาธารณภัย และด้านการศึกษาไปแล้วกว่า 25,000 ราย นอกจากนี้ยังจัดโครงการอื่น ๆ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เยาวชน รวมถึงบุคคลทั่วไป อาทิ นิทรรศการ หลักสูตรฝึกอบรม การจัดสัมมนา ฯลฯ รวมกว่า 8,126 ราย พร้อมตั้งเป้าขยายผลลัพธ์ให้เข้าถึงชาวบ้านได้มากยิ่งขึ้นในปีนี้

เครือฯ เล็งเห็นความสำคัญด้านความยั่งยืน และการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนในทุกมิติ จึงได้รับการรับรองจากโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก หรือ LESS (Low Emission Support Scheme) ในพื้นที่บ้านสบขุ่น บ้านทุ่งใหม่และบ้านนาบง จ.น่าน โดยสามารถกักเก็บคาร์บอนไดไซด์ได้รวมกว่า 7,999.103 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) พร้อมผลักดันเข้าสู่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย Thailand Voluntary Emission Reduction (T- VER) มุ่งสู่เป้าหมายองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon  Neutral ภายในปี 2573

Advertisement