จากสถานการณ์เรือนจำทั่วโลก พบว่า ในจำนวนผู้ต้องขังกว่า 11 ล้านคน มีผู้ต้องขังหญิงอยู่ประมาณ 7 แสนคนซึ่งส่วนใหญ่ถูกจองจำด้วยคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ไม่ร้ายแรง และคดีความผิดที่อัตราโทษต่ำอย่างเช่น ลักทรัพย์ ในประเทศไทยเองก็ไม่ได้แตกต่าง การเข้ารับโทษในทันฑสถานหญิงมาจากคดียาเสพติดจำนวนไม่กี่เม็ด แต่สิ่งที่น่าเห็นใจนักโทษหญิงเหล่านี้ก็คือ ลักษณะทางกายภาพของเรือนจำที่ออกแบบสำหรับนักโทษชาย ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันตามเพศภาวะอย่างยากลำบาก เช่น การมีประจำเดือน การต้องอุ้มท้องและคลอดในเรือนจำ และโอกาสที่ได้เลี้ยงดูลูกน้อยเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนจะถูกแยกจากกัน และจากปัญหาความแออัดในเรือนจำที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญ ยังนำไปสู่ปัญหาหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด และปัญหาด้านงบประมาณที่ต้องใช้อย่างมหาศาล
นับตั้งแต่าการรับรองข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือ ‘ข้อกำหนดกรุงเทพ’ เมื่อปี 2553 ให้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ที่ยอมรับกันในระดับสากล เพื่อให้ประเทศต่างๆ ได้ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางด้านเพศสภาวะของผู้หญิงในเรือนจำและเด็กติดผู้ต้องขัง ‘สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย’ หรือ TIJ ได้รับการจัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่สอดรับกับมาตรฐานระหว่างประเทศ และสนับสนุนการทำงานของกรมราชทัณฑ์ เช่น ทำให้เรือนจำเป็นสถานที่บำบัดและพัฒนาคนอย่างแท้จริง ผลักดันให้เกิดการสร้างระบบราชทัณฑ์ที่เข้าใจความแตกต่างของเพศภาวะ เป็นต้น
ปัจจุบันภารกิจเดินหน้าไปอีกขั้น ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่ทุกประเทศต้องเผชิญก็คือ การใช้โทษจำคุกเกินความจำเป็น และนำมาสู่ความแออัดในเรือนจำและการขาดแคลนทรัพยากร ทำให้ระบบงานยุติธรรมที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
TIJ จึงได้ร่วมกับ UNODC ยกระดับการดำเนินงานส่งเสริมการใช้มาตรการที่มิใช่การคุมขัง โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้กระทำผิดหญิง โดยการขับเคลื่อนและผลักดันผ่านกระบวนการต่างๆ รวมถึงจัดทำ ‘คู่มือว่าด้วยมาตรการที่มิใช่การคุมขังที่ตอบสนองต่อเพศภาวะ’ (Toolkit on Gender-Responsive Non-Custodial Measures) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดคู่มือความยุติธรรมทางอาญา จัดทำโดย ซาบรีนา มาทานี นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญการปฏิรูปการลงโทษ เพื่อสนับสนุนและให้แนวทางในการดำเนินงานในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการยุติธรรมว่า ผู้หญิงที่ถูกจับจะไม่ถูกคุมขังหรือจำคุกโดยไม่จำเป็น และการจำคุกจะเป็นทางออกสุดท้ายที่นำมาใช้เมื่อไม่มีมาตรการอื่นแล้วเท่านั้น

คู่มือดังกล่าวได้มีการจัดแปลเป็นภาษาไทย พร้อมให้บุคลากรของกระบวนการยุติธรรมในเมืองไทย ได้แก่ เจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์ ศาล อัยการ และตำรวจ ได้รับรู้และเข้าใจ สามารถนำมาตรการฯ ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของบริบทประเทศในปัจจุบัน TIJ จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยมาตรการที่มิใช่การคุมขังในประเทศไทย (Workshop on Non-Custodial Measures in Thailand) กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 4-5 เมษายน พ.ศ. 2565 ในแบบออนไซต์และออนไลน์ โดยมี ศ.ปีเตอร์ ทัก หนึ่งในคณะทำงานร่างข้อกำหนดโตเกียว และผู้ร่วมวิจัยรายงานจากการสำรวจการใช้มาตรการที่มิใช่การคุมขังในประเทศไทยฯ ซาบรีนา มาทานี ตลอดจนวิทยากรจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การทำงานที่มีข้อจำกัดที่แตกต่างในแต่ละประเทศ เช่น เห็นด้วยกับการลดการคุมขังที่ไม่จำเป็น แนะนำให้ใช้ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ควรให้โอกาสผู้หญิงในเรือนจำเพราะมีผลต่อลูก
แนวทางหนึ่งในการนำบทลงโทษที่มิใช่การคุมขังไปปฏิบัติ ซึ่งเหมาะสมกับผู้กระทำผิดหญิงที่วิทยากรหลายท่านเห็นพ้องต้องกัน และเป็นสาระสำคัญของคู่มือฯ ก็คือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว ส่วนใหญ่นำมาใช้กับผู้ที่มีภาระเลี้ยงดูบุตร โดยในงานนี้มีตัวอย่างจากผู้ต้องขังหญิงคดียาเสพติดที่หลงเดินทางผิดเพราะตามเพื่อน หลังจากสารภาพจึงได้รับการลดหย่อนให้รับโทษกึ่งหนึ่ง ด้วยความที่เป็นเสาหลักต้องดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน การต้องโทษจึงส่งผลกระทบไปยังครอบครัว แต่เมื่อเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม เหลือเวลารับโทษอีกไม่มาก จึงได้รับการคัดเลือกให้พักการลงโทษตามนโยบายของกรมราชทัณฑ์ ด้วยการสวมใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตัวตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกับข้อจำกัดไม่ให้ออกนอกเขตที่กำหนด ต้องมารายงานตัวทุกเดือน ซึ่งในความรู้สึกของเธอเหมือนกับเป็นฟ้าหลังฝน ได้รับโอกาสเป็นอิสระเพื่อทำมาหาเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวอีกครั้ง

สอดคล้องกับการถ่ายทอดประสบการณ์จากวิทยากรซึ่งเป็นผู้หญิงที่อยู่ในระบบเรือนจำมาตลอดและได้เดินทางทั่วโลก ได้เห็นถึงผู้หญิงบางคนที่ถูกคุมขังโดยที่ไม่ได้ทำความผิดร้ายแรง ดังนั้น หากมีการนำมาตรการที่มิใช่การคุมขังฯ มาปรับใช้ เปรียบเหมือนกับการหยิบยื่นโอกาสในการมีชีวิตใหม่
ที่สำคัญไปกว่านั้น การใช้มาตรการที่มิใช่การคุมขังอย่างมีประสิทธิผล ยังสามารถลดต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจจากการใช้โทษจำคุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการคุมขังก่อนการพิจารณาคดี ซึ่งจะช่วยลดการตีตรา ทำให้ผู้ต้องขังเข้ารับการบำบัดแก้ไขฟื้นฟูและกลับคืนสู่สังคมได้มากขึ้น
ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือว่าด้วยมาตรการที่มิใช่การคุมขังที่ตอบสนองต่อเพศภาวะ (ฉบับเต็ม) ได้ที่ https://knowledge.tijthailand.org/th/international_standard/detail/17#book/

