มหาดไทย เดินหน้าแก้ไขความเดือดร้อนประชาชนทุกมิติ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

3.06.22 | 09:00 น.

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเดือดร้อนของประชาชน ที่ตั้งเป้า 30กันยายน 2565 ว่าเป็นเป้าหมายที่เราพยายามแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดคือการทำให้ความทุกข์ร้อนของชาวบ้านให้หมดไป ซึ่งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ท่านได้มอบหมาย นโยบายไว้ว่าการแก้ปัญหา แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรกคือการทำให้เขาอยู่รอด ระยะที่ 2 คือการทำให้เขามีความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้อย่างพอเพียง ระยะที่ 3 คือการพยายามทำให้เขาเลิกกลายเป็นคนที่จะต้องไปพึ่งพาคนอื่น หมายความว่าให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ จนเกิดความยั่งยืน

ปลัด มท.ระบุว่า การดำเนินงานที่เราขีดเส้นตายเอาไว้ว่า 30 กันยายน 2565 จะทำกันให้จบ ที่ผ่านมาเรามีการติดตามโครงการอยู่เสมอ แต่ถ้าส่วนไหนยังไม่จบเราก็จะทำต่อไป แต่ถือว่ากระดุมเม็ดแรกสำคัญที่สุดคือเรื่องเป้าหมายของคนที่เดือดร้อนที่มีความยากจน ซึ่งเราก็อยากเน้นย้ำอีกครั้งว่าโชคดีที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขาทำระบบฐานข้อมูล TP Map และ ส่งเป้าหมายของคนที่มีปัญหาความยากจน ว่ามีครัวเรือนใดที่เดือดร้อนมาให้ทางกระทรวงมหาดไทย ให้กรมการพัฒนาชุมชนและผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดรวมทั้งประเทศ มีเป้าหมายมาให้เรา 619, 111 ครัวเรือน มีจำนวนคนเดือดร้อนทั้งสิ้น 1 ล้านกว่าคน

อย่างไรก็ดีข้อมูลทั้งหมดนี้เราทราบดีว่าฐานข้อมูลของสภาพัฒน์ฯ อาจมีข้อมูลมาจากหลากหลายแห่ง เช่น มาจากศูนย์ต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทยบ้าง เอามาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์บ้าง หรือเก็บข้อมูลจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลัง เราก็เอามาวิเคราะห์ประมวลผล ขณะเดียวกันทางกระทรวงมหาดไทยโดยทางกรมการปกครอง ได้ช่วยปรับปรุงแพลตฟอร์ม Thai QM ขึ้นมาอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งเดิมทีจะใช้สำหรับควบคุมดูแลเรื่องการเดินทางของผู้คนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้คนที่เก่งเรื่องไอทีสารสนเทศช่วยดัดแปลงแพลตฟอร์มนี้มาใช้เป็นเครื่องมือในการเดินสำรวจทุกครัวเรือน ซึ่งในทะเบียนบ้านกลุ่มเป้าหมายของเรา ก่อนเดินสำรวจก็มี 24 ล้านครัวเรือน พอได้มาสำรวจทำตามระบบตั้งแต่เริ่มทำงานกันมาจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เราพบว่าจำนวน 24 ล้านครัวเรือน (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร ) เหลือเป้าหมายจริงๆ แค่ 15 ล้าน ครัวเรือน เราก็เดินสำรวจกันทีละบ้านโดยท่านกำนันผู้ใหญ่บ้าน อสม. จิตอาสาส่วนต่างๆ ที่ท่านนายอำเภอแต่ละท่านขอให้ช่วยดำเนินการ เราพบว่ามีครัวเรือนที่อยู่ในทะเบียนบ้านจำนวนประมาณ 8-9 ล้านครัวเรือน เป็นบ้านที่ไม่มีบ้าน แต่มีทะเบียนบ้าน หรือเป็นสถานที่ราชการ โรงพยาบาล ค่ายทหาร หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เป็นศาสนสถาน หรือเป็นทะเบียนบ้านกลาง รวมแล้ว 9.54 ล้านกว่าราย

จากการเดินสำรวจกลุ่มเป้าหมาย ณ วันนี้จาก 24 ล้าน เหลือ 15 ล้านเศษ เราสำรวจไปแล้วเกือบ 13 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 86% ที่ผมย้ำในจุดนี้เพราะว่าจะชี้ให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอาจริงเอาจังในการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในการที่จะช่วยคนเดือดร้อนให้ครบถ้วนที่สุด เราจึงเดินสำรวจอย่างละเอียด

ประการต่อมาท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในที่ประชุมและย้ำกับท่านพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าให้พยายามแก้ไขช่วยเหลือให้เร็วที่สุดแต่ไม่จำเป็นต้องภายใน 30 กันยายน ผมก็ชี้แจงท่านไปว่า 30 กันยายน ที่เรากำหนดไว้เพราะว่าวงจรชีวิตของข้าราชการเราจะเกษียณอายุตามปีงบประมาณ มีการแต่งตั้งโยกย้าย ฉะนั้นเราจึงขอให้มีการสรุปการทำงานภายในวันที่ 30 กันยายน ครั้งหนึ่งและอันไหนที่ตกค้าง ท่านนายกรัฐมนตรีก็เน้นย้ำให้ดำเนินการต่อ ไม่ใช่ว่าพอถึงวันที่ 30 กันยายนแล้วหมายถึงว่าจะเลิกทำ เพราะฉะนั้นความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขตอนนี้ได้ทำควบคู่กันไป เราจะเห็นข่าวว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ไปช่วยชาวบ้าน เช่น ไปทำพิธีมอบบ้านไปช่วยยกบ้าน ไปช่วยงานต่างๆ ซึ่งในแง่ภาพรวมของการช่วยเหลือหรือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เราจะขอสรุปอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง

Advertisement

จากสิ่งที่เราไปสำรวจมา เราจะพบปัญหาที่หลากหลายมาก เช่น เราพบว่าชาวบ้านไม่มีส้วมกว่า 2 แสน ครัวเรือนหรือมีการอยู่อาศัยไม่มีบ้านเลขที่ 1.8 แสนครัวเรือน ไม่มีทางเข้าบ้าน 1.67 แสนกว่าเรือน ไม่มีเอกสารสิทธิ 1.5 ล้านคนที่ทำมาหากินอยู่บนที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ สันนิษฐานได้ว่าเป็นที่หลวงที่ราชการเป็นส่วนใหญ่ แถมยังพบปัญหาเด็กนักเรียนเกิดมาแล้วอายุเข้าเกณฑ์เรียนหนังสือแต่ไม่ได้ไปโรงเรียน เราพบจำนวนมาก ที่ไม่ได้เรียนหนังสือขั้นพื้นฐาน 2.8 แสนคน และไม่ได้เข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอีก 2.6 แสนคน มันเป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าเป็นอานิสงส์ของการที่ท่านนายกฯ ท่านจัดตั้งศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคน ทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ขึ้นมา เพื่อที่จะได้นำข้อมูลถูกต้องครบถ้วนไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไปได้

สำหรับผลลัพธ์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นที่น่าพอใจมากเพราะว่าผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคน รวมทั้งนายอำเภอทุกท่าน และพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนในทุกกระทรวงทบวงกรมที่เข้ามาเป็นภาคีเครือข่าย ท่านกำนันผู้ใหญ่บ้าน ท่านนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกคนกระตือรือร้นในการที่จะช่วยกันเต็มที่เช่นการสำรวจข้อมูล ทุกครัวเรือนเราก็มั่นใจว่าตอนนี้เราขยายเวลาถึง 15 มิถุนายนเราก็มั่นใจว่า ในวันนั้นเราจะเห็นภาพรวมของกลุ่มเป้าหมายเราจะสามารถชี้เป้าให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้เข้าไปช่วยเหลือ

ยกตัวอย่างเช่นเด็กเล็กที่ไม่ได้เข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเราก็จะชี้เป้าให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาช่วยจัดการในเรื่องนี้ หรือเด็กอายุ 6-14 ปีไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา เราก็ประสานกับหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการก็จะได้รับข้อมูลนี้ไปดำเนินการต่อ หรือครัวเรือนที่ไม่มีส้วมเราก็มีเป้าว่าทางนายอำเภอก็จะมีทีมงานจิตอาสา มีทีมพี่เลี้ยงประจำตำบลเข้าไปลงมือช่วย เพื่อให้เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ก็ถือว่าภาพรวมที่เราดำเนินการมาน่าพอใจมากและน่าภาคภูมิใจด้วยที่วันนี้เราใกล้ที่จะมีฐานข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด ที่รวบรวมปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนโดยมีเป้าหมายอย่างละเอียด ในการที่เราจะเข้าไปช่วยชาวบ้านกันได้ อย่างปัญหาหนี้นอกระบบเราก็สำรวจแล้วก็จะเห็นพื้นที่เป้าหมาย เพื่อที่เราจะเข้าไปทำงานดำเนินการต่อได้ ผลถือว่าเป็นที่น่าพอใจมากและภายหลังวันที่ 15 มิถุนายน เราก็จะเห็นความสำเร็จของการช่วยเหลือประชาชน ตามสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น