แม้เลือกตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำเสร็จสิ้นทั้ง 22 ลุ่มน้ำ พร้อมกับเปิดปฐมนิเทศบทบาทภารกิจขององค์กรนี้ไปแล้ว
ยังเหลือองค์กรใหญ่ คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเลือกกรรมการ คาดหมายว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2565
เป็นอันว่า องค์กรน้ำ ทั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติและคณะกรรมการลุ่มน้ำ มีความสมบูรณ์ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ทุกประการ
ในแง่กฎหมายถือว่า ถึงพร้อมด้วยความสมบูรณ์ ส่วนในแง่ปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ มีการขับเคลื่อนตลอดเวลา นับแต่ สทนช. กำเนิดปลายปี 2560
เท่ากับ ณ บัดนี้ 3 เสาหลักบริหารจัดการน้ำของประเทศครบถ้วนสมบูรณ์เช่นกัน ทั้งการสถาปนา สทนช. การจัดทำยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี และ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561
“คณะกรรมการลุ่มน้ำ เป็นองค์กรหลักในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ เขาจะรู้สภาพพื้นที่ดีที่สุด อีกทั้งมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องน้ำ คงไม่มีใครอยู่นิ่งเฉย ตรงกันข้าม เป้าหมายเขาก็ต้องการเร่งสร้างผลงาน” ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกล่าว
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน สทนช.ภาค ยังคงรับบทหนักในการทำงานในชั้นเริ่มต้น เนื่องจากเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำนั่นเอง
“หนักมากในช่วงเริ่มต้น แต่อีกสักพักจะค่อยๆ เข้ารูปเข้ารอย ปรับจูนกันได้ สทนช. เองวางแผนจัดอบรมยกระดับความรู้ความเข้าใจให้คณะกรรมการลุ่มน้ำมากขึ้น เพราะมาจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ช่วยให้การขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำมีประสิทธิภาพ ราบรื่น ยิ่งขึ้น”
เป็นที่มาส่วนหนึ่งของ Water Academy หรือสถาบันบริหารจัดการน้ำที่ ดร.สุรสีห์ วางแผนก่อตั้ง
ขึ้นเพื่อตอบสนองความรู้เรื่องน้ำต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่เฉพาะแต่ส่วนราชการ ยังไปถึงเกษตรกร และภาคอุตสาหกรรมผู้ใช้น้ำ เป็นการปรับฐานความรู้ความเข้าใจ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องน้ำถึงกัน

เลขาธิการ สทนช. กังวลใจกับอัตรากำลังคนของ สทนช. ที่เทียบไม่ได้กับภารกิจ เขาเสนอว่า สำนักงานข้าราชการพลเรือน (กพ.) ควรขยายอัตรากำลังคนของ สทนช. ไม่ว่าในอนาคตจะเกิดกระทรวงทรัพยากรน้ำตามนโยบายรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม เพราะถึงอย่างไรองค์กรน้ำก็เกิดขึ้นแล้ว ท่ามกลางเนื้องานมหาศาลเมื่อเทียบกับจำนวนคนทำงาน

กระทรวงทรัพยากรน้ำ เป็นแนวคิดของรัฐบาล คสช. แต่ดำเนินการไม่ทัน เพราะอยู่ช่วงปลายอำนาจ แต่ยังคงขับเคลื่อนศึกษาในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อหาคำตอบถึงความจำเป็น และอนาคตของการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ที่ สทนช.ภาค ได้รับบรรจุ มักเป็นเด็กใหม่ อายุน้อย คุณสมบัติไม่ตรงกับเนื้องานเสียทีเดียว อย่างเช่น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนน้อยคนจบวิศวกรรมชลประทานหรือเรื่องน้ำ ต้องอาศัยการฝึกอบรมเพิ่มเติม ตรงนี้ตรงกับเป้าหมายของ Water Academy เช่นกัน

เช่นเดียวกัน ในฐานะประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำ เท่ากับผู้ว่าราชการจังหวัดรับภาระเรื่องน้ำเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากงานอื่นที่มากอยู่แล้ว เขาเสนอว่า ควรมอบหมายรองผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลรับผิดชอบเรื่องน้ำขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เริ่มต้นนำร่องที่ 22 ลุ่มน้ำก่อน ต่อไปค่อยขยายจนครบ 76 จังหวัด
“ถ้าได้รองผู้ว่าฯ มาดูแลโดยตรง เท่ากับแบ่งเบาภารกิจของผู้ว่าฯ เพราะน้ำเป็นปัญหาใหญ่ร่วมของทุกฝ่าย ไม่ว่าน้ำอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม รักษาระบบนิเวศ เมื่อมีคนดูแลเรื่องน้ำเป็นการเฉพาะจะเป็นมือไม้ให้ผู้ว่าฯ ตลอดจนช่วยแก้ไขปัญหาน้ำในระดับลุ่มน้ำได้ดีขึ้น” ดร.สุรสีห์กล่าว
ในฐานะเลขาธิการ สทนช. ไอเดียนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย ที่จะร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำร่วมกับ สทนช. ในฐานะองค์กรกลางด้านน้ำของประเทศ
คณะกรรมการลุ่มน้ำ ถือเป็นองค์กรระดับพื้นที่ ทำหน้าที่ศึกษาวางแผนบริหารจัดการน้ำครบวงจรในตัวอยู่แล้วตามบทบัญญัติกฎหมายน้ำ จึงเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาน้ำในอนาคตถัดจากนี้ไป

