กรมทรัพยากรน้ำกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝน

15.06.22 | 10:00 น.

ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับแหล่งน้ำใต้ดินมากขึ้น หลังความต้องการใช้น้ำสูงตามการเติบโตของเศรษฐกิจและประชากรโลกอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยเร่งสร้างความร่วมมือและพัฒนาแนวคิดของเยาวชนเกี่ยวกับเรื่องน้ำใต้ดิน หวังลดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำและน้ำใต้ดินในประเทศ

ซึ่งจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น เพราะน้ำคือความต้องการขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด จนทั่วโลกประสบกับภาวะการขาดแคลนน้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ องค์การสหประชาชาติ (UN) กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์น้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำ เนื่องจากมองว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำอาจก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำในอนาคต

หน่วยงานภาครัฐภายการกำกับของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ เพื่อป้องกันและบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนน้ำ กรมทรัพยากรน้ำเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่นอกเขตชลประทานหรือพื้นที่เกษตรน้ำฝนส่วนใหญ่มาจากปริมาณฝนตามฤดูกาล แต่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ปริมาณฝนในบางพื้นที่มีค่าน้อยกว่าค่าปกติ

ส่งผลให้พื้นที่นอกเขตชลประทานได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะน้ำแล้ง ซึ่งประเทศไทยได้เผชิญกับปัญหาดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.2563

Advertisement

รัฐบาลภายใต้การกำกับของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ทุกส่วนราชการคำนึงถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ โดยพื้นที่แหล่งน้ำต้นทุนที่มีศักยภาพจะต้องมีการพัฒนาระบบการกระจายน้ำ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และมีปริมาณน้ำที่มั่นคงในภาคการผลิต โดยกรมทรัพยากรน้ำได้เร่งดำเนินการตามแนวนโยบายดังกล่าวมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการพัฒนาระบบกระจายน้ำในทุกแหล่งน้ำนอกเขตชลประทานที่มีศักยภาพเพิ่มน้ำต้นทุนให้สมดุลกับปริมาณความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้น้ำ

จากนโยบายเพิ่มน้ำต้นทุนของรัฐบาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำ ภายใต้การกำกับของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีฯ

มีแผนการดำเนินงานโดยเน้นเป้าหมายการฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ พร้อมทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ผ่านโครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนหรือในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในปีงบประมาณ 2565 จำนวน 144.06 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ 49,816 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรกว่า 161,442 ไร่ พร้อมทั้งพัฒนาระบบกระจายน้ำในแต่ละพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า “ทางกรมทรัพยากรน้ำมีบทบาทในการควบคุม ดูแล แจ้งเตือนภัย พร้อมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำสาธารณะให้มีความยั่งยืน ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำมีศูนย์ป้องกันวิกฤติน้ำ และ สำนักวิจัย พัฒนาและอุทกวิทยาร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลและป้องกันบรรเทาภาวะวิกฤติน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยมีอุปกรณ์ตรวจวัดข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา ประกอบด้วยสถานีเตือนภัยน้ำหลาก-ดินถล่ม (Early Warning System) ระบบโทรมาตรและ CCTV และระบบตรวจวัดปริมาณในอ่างเก็บน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งเป็นสถานีตรวจวัดน้ำแบบ Real-time พร้อมด้วยบุคลากรจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและบรรเทาภาวะวิกฤติน้ำ

ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือและพัฒนายกระดับความเข้มข้นและช่วยส่งเสริมให้การบริหารจัดการน้ำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน