นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำ การผูกจิตสำนึก และจุดไฟในการทำงานของผู้ว่าฯ นายอำเภอ ให้เป็นข้าราชการที่ดี ด้วยการตระหนักรู้ในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ต้องมีหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนในทุกมิติ
ผู้ว่าราชการจังหวัดเปรียบเหมือนนายกรัฐมนตรีของจังหวัดนั้นๆ ส่วนท่านนายอำเภอก็เหมือนนายกรัฐมนตรีของอำเภอที่ตัวเองเป็นผู้นำอยู่ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องทราบบทบาทของตัวเอง ว่าตัวเองคือผู้นำในการบริหารราชการแผ่นดิน ในพื้นที่จังหวัดและอำเภอ และในฐานะผู้นำที่เปรียบดั่งนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องรับผิดชอบในงานภารกิจของทุกหน่วยงาน ท่านผู้ว่าและนายอำเภอ จะต้องรับรู้รับทราบ เพื่อผสานร่วมมือกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนงานและผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
มหาดไทยจึงเน้นย้ำการปลุกไฟในตัวท่านผู้ว่า-นายอำเภอ ให้กลับมากระตือรือร้น และสวมหมวกของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำที่อยู่ในพื้นที่ ให้เข้มข้นมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าท่านผู้ว่าและนายอำเภอจะต้องทำงานเพียงลำพัง การทำงานเราอาศัยความร่วมมือรวมพลังทุกฝ่าย 3 ระดับ คือประเทศ จังหวัด และพื้นที่ ผ่าน5กลไก คือ ประสานภาคีเครือข่าย บูรณาการแผนงานและยุทธศาสตร์ การติดตามประเมินผล การจัดองค์ความรู้ และการสื่อสารสังคม กับ 7 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ศาสนา ภาคประชาชน เอกชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เพื่อสร้างนวัตกรรมการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ร่วมกัน
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เราใช้ฐานที่สำคัญที่สุดในการดำเนินการคือ TPMAP เป็นข้อมูลที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำการประมวลรวบรวมสภาพปัญหาของครัวเรือนต่างๆใน 5 มิติ ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องของรายได้ อาชีพ การศึกษา เรื่องของการเข้าถึงบริการของรัฐ และเรื่องอื่นๆ มีอยู่ประมาณ 6 แสนกว่าครัวเรือน และประชาชนจำนวนกว่าล้านคน ที่ต้องให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาแบบพุ่งเป้า แล้วเรามีภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนลงไปช่วยกันดำเนินการให้ลุล่วง ประกอบกับเรายังมี THAI QM ของกรมการปกครองที่ทำหน้าที่สำรวจปัญหาความเดือดร้อน นอกเหนือจากปัญหา 5 มิติ ที่ไม่ได้มีใน TPMAP ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เราต้องลงพื้นที่เสาะแสวงหาว่า พี่น้องประชาชนมีปัญหาความเดือดร้อนอะไรอีกบ้าง ซึ่งทางกรมได้มอบหมายให้ท่านนายอำเภอลงไปสำรวจ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประมวลผล จัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อที่จะแจกจ่ายให้ทุกกรมและกระทรวงต่างๆ ซึ่งเราพบว่ามีครัวเรือนที่ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่มากกว่า 4 ล้านครอบครัว โดยตัวอย่างปัญหาที่สำรวจ ก็อย่างเช่น เรื่องของการมีที่ดินทำกิน แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เรื่องของการมีลูกหลานที่ติดยาเสพติด เรื่องของหนี้นอกระบบ หรือเรื่องของการไม่มีทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เหล่านี้ก็จะเป็นปัญหาที่เรากำหนดเป็นหัวข้อๆไป รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ไม่มีห้องน้ำ เป็นต้น

จากสองส่วนที่กล่าวมาจะเป็นเป้าหมายเร่งด่วนที่เราต้องช่วยกันแก้ เรียกว่าให้ “ยาฝรั่ง” โดย ทำการแก้ปัญหาเร่งด่วนให้เขาอยู่รอดแบบเฉพาะหน้าทันที เช่น ถ้าไม่มีบ้านอยู่ เราก็ช่วยกันสร้างบ้าน หรือ ไม่มีอาชีพ เราก็จะเข้าไปดูว่าอยากทำอะไร แล้วก็จะเข้าไปช่วยฝึกสอนหรือทำอย่างไรให้เขามีอาชีพ หรือกรณีถ้าไม่มีทุนการศึกษา เราก็จะหาผู้อุปการะให้เขา ไม่มีชุดลูกเสือใส่เพราะฐานะยากจน ซื้อไม่ได้ เราก็ช่วยกันจัดหาชุดลูกเสือ ชุดยุวกาชาดให้ เป็นต้น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านี้เสมือนยาฝรั่ง เปรียบเทียบกับเวลาปวดหัว เราก็ให้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทา
แต่อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาที่จะสามารถทำให้หลุดพ้นจากความเดือดร้อนได้อย่างยั่งยืน ก็จำเป็นจะต้องน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ในการที่จะทำให้พี่น้องประชาชนมีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้ตลอดรอดฝั่ง ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลา เราเปรียบเหมือนการให้ “ยาไทย”มาใช้แก้ปัญหา

สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาใน TPMAP ตัวเลขที่ได้รับรายงาน คือมีการแก้ไขไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ดี การใช้วิธีแก้ปัญหาแบบการให้ยาไทย เราจะต้องลงลึกแล้วพูดคุยกันอีกที เช่น ปัญหาที่คนไม่มีบ้านอยู่ การแก้ที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่ให้เขามีที่อาศัยแล้วเขาจะพ้นจากปัญหาทั้งปวง เพราะเขายังมีปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ การขาดรายได้ ขาดอาชีพ เขาถึงยากจน จนไม่สามารถมีบ้านอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ก็จะต้องมีการช่วยส่งเสริมให้เขามีอาชีพ หรือทำในสิ่งที่จะสามารถช่วยเหลือดูแลครอบครัวได้ตลอดรอดฝั่ง สิ่งเหล่านี้ผู้นำระดับอำเภอ และจังหวัดที่มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง ก็จะต้องเข้ามาช่วยดำเนินการขับเคลื่อน
อีกเป้าหมายที่สำคัญ หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้ไป MOU กับตัวแทนของสหประชาชาติ หรือ UN ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ sustainable development ทั้งหมด 17 ข้อ เราก็ต้องปลุกไฟในตัวผู้ว่า นายอำเภอให้เข้าใจว่า หน้าที่ในการ Change For Good เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุข ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นและเดินไปสู่เป้าหมายของ UN ให้ได้
ส่วนกลไกที่จะต้องดำเนินการให้เข้มข้น คือหลังจากนี้นายกในระดับอำเภอ-จังหวัดต้องบูรณาการแผนงาน เพื่อที่จะทำให้เกิดการผสมผสานในระดับพื้นที่ โดยระดมสรรพกำลัง และถ่ายทอดสู่วอร์รูมของกระทรวงมหาดไทย ผ่านเครื่องมือในระบบ digital เพื่อการสื่อสารและสร้างความเข้าใจในทีมปฏิบัติงาน พร้อมให้ทีมปฏิบัติการ ในระดับจังหวัดและอำเภอสร้างกลไกในการสื่อสาร ทำความเข้าใจกับสังคมด้วย สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องของ KM หรือเรื่องของ Knowledge Management ที่จะส่งผ่านไปให้กับทุกภาคส่วน ซึ่งแต่ละภูมิสังคมของประเทศเราก็มีความหลากหลายในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ กลาง ใต้ อีสาน หากเราถอดบทเรียนในรูปแบบการทำ KM ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่อยู่ในชุมชน เครือข่ายภาควิชาการ ก็จะเกิดความตื่นตัวขึ้น แล้วก็จะได้ กระบวนการที่มีความเฉพาะตัว เพื่อให้แต่ละภูมิภาคเลือกนำไปใช้ ตอบโจทย์แก่ภูมิสังคมของตนเอง

ปลัด มท.ระบุด้วยว่า เราก็หวังว่า passion ของนายอำเภอและภาคีเครือข่าย จะลุกโชติช่วงขึ้น เพื่อนำไปสู่การผนึกกำลังในฐานะของผู้นำของสังคม ของชุมชน บวกกับการไปปลุกไฟในการทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน ที่เป็นโครงสร้างตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำ ให้เกิดพลังในการที่จะช่วยพัฒนาคน พัฒนาสิ่งแวดล้อม พัฒนาพื้นที่ ทุกสิ่งทุกอย่าง ตาม TPMAP และ THAI QM บวกกับเป้าหมายของ UN ทั้ง 17 ข้อ เพื่อให้เกิดผลสั่นสะเทือน ทำให้สังคมเราเป็นสังคมที่มีความสมดุล แล้วก็มีความสำเร็จในการพัฒนาในระดับพื้นที่ จะเกิดการพัฒนาในพื้นที่ข้างเคียง ตั้งแต่ระดับชุมชนเล็กๆ ไปถึงระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ แล้วก็ท้ายที่สุด เราก็จะไปสู่ในระดับที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ว่าประเทศเราเป็นประเทศที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แล้วก็มุ่งเน้นที่จะใช้ทุกภาคีเครือข่ายในสังคม ช่วยกันทำให้ประเทศเราเป็นประเทศที่ศิวิไลซ์โดยแท้จริง มีความยั่งยืนในทุกมิติของชีวิต ตามเป้าหมายของ UN
นายสุทธิพงษ์ ทิ้งท้ายว่า การที่เราก็จะพัฒนาคน ต้องเริ่มจากพัฒนาผู้ที่เป็นผู้นำก่อน แล้วก็ให้ทีมของผู้นำกลับไปสร้างทีมในระดับหมู่บ้านให้ครบในทุกพื้นที่ รวมถึงอำเภอของตัวเอง ใช้ความรักความสามัคคี และเป้าหมายที่ถูกต้องตรงกัน ไปขับเคลื่อนการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ในทั้ง 76 จังหวัด โดยที่เรามุ่งเน้นและให้ความสำคัญการพัฒนาผู้นำของเรา ซึ่งมีศักยภาพที่สมบูรณ์อยู่แล้ว เพียงแต่เราจะเข้าไปกระตุ้นต่อมของการที่ให้เขากล้าลุกขึ้นมาประกาศตนเองว่าเป็นผู้นำที่ต้องการทีม ที่มาจากทุกภาคส่วน เพื่อจะมาช่วยกันขับเคลื่อน โดยไม่ได้เกี่ยงกันว่า เป็นหน้าที่ของกระทรวง หรือกรมใดกรมหนึ่ง แต่มีจิตสำนึกว่า ที่จะช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนสมกับที่สังคมได้ยกย่อง ว่าเป็นเหมือนนายกของจังหวัดและอำเภอนั้นๆ

