ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายด้วยกับดักประเทศรายได้ปานกลาง สาเหตุหนึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ กำลังแรงงานขาดทักษะฝีมือ โอกาสในการใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่จะก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง นโยบายภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นการพัฒนาสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ด้วยการสร้างความเข้มแข็งจากภายในผ่านกลไกประชารัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยให้รับมือกับภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบ จึงมีการกำหนดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เปลี่ยนจากภาคการผลิต ไปสู่ภาคบริการมากขึ้น มีการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยี เน้นการพัฒนาประสิทธิภาพของปัจจัยในการผลิตที่เป็นตัวแปรสำคัญ คือ แรงงานและทุน ดังนั้น โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ SME 4.0 จึงเป็นโครงการที่สำคัญ ที่สามารถเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจ SME กลุ่ม OTOP และวิสาหกิจชุมชน ได้อย่างยั่งยืนได้
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สถานประกอบกิจการขนาดกลาง ขนาดเล็ก กลุ่ม OTOP และวิสาหกิจชุมชน เป็นกลุ่มที่รัฐบาลมีความเป็นห่วงเพราะได้รับผลกระทบจากการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลจึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดำเนินการภายใต้ภารกิจ โดยทราบว่ามีการดำเนินโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ SME 4.0 มาอย่างต่อเนื่องถึง 9 ปี มีสถานประกอบกิจการในกลุ่ม SME กลุ่ม OTOP และวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,651 แห่ง สามารถเพิ่มผลิตแรงงานและลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตได้กว่า 6,395 ล้านบาท มีแรงงานได้รับการพัฒนาทักษะความรู้กว่า 179,000 คน และสำหรับปี 2565 มีสถานประกอบกิจการ SME กลุ่ม OTOP และวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการ อีกจำนวน 114 แห่ง มีเป้าหมายพัฒนาแรงงานในสถานประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการอีกจำนวน 7,980 คน

นายประทีป ทรงลำยอง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ดำเนินโครงการ สามารถช่วยให้สถานประกอบกิจการขนาดกลาง ขนาดเล็ก กลุ่ม SME กลุ่ม OTOP และวิสาหกิจชุมชน สามารถดำเนินธุรกิจมาได้ ถึงแม้จะประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ตาม เพราะการให้คำแนะนำของคณะที่ปรึกษาที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดส่งลงในแต่ละพื้นที่นั้น จะให้คำแนะนำที่เน้นการลดต้นทุนในการผลิต ตลอดจนวิธีการเพิ่มผลผลิตเพื่อให้สามารถมีผลิตภัณฑ์ส่งจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถประคับประคองให้ผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้ นอกจากนี้ ยังสามารถรักษาการจ้างงานช่วยให้แรงงานยังมีอาชีพและมีรายได้ดูแลตนเองและครอบครัวได้อีกด้วย

นายธานัท เด่นสันติกุล กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด แหลมทองรังนกไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายรังนกพร้อมดื่ม เล่าให้ฟังว่า จากสถานการณ์โควิด -19 ที่ผ่านมา สถานประกอบกิจการหลายแห่งในเขตจังหวัดปัตตานีได้รับผลกระทบ รวมถึงการประกอบกิจการรังนกด้วย เนื่องจากแรงงานที่ต้องเข้าทำงานในกระบวนการผลิตต้องปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่าง จากเดิมที่เคยปฏิบัตงานวันละประมาณ 100 คน ต้องปรับลดเหลือเพียงไม่เกิน 50 คน โดยสลับช่วงเวลาการเข้าทำงาน เพื่อรักษากำลังแรงงานไว้ เนื่องจากแรงงานที่เข้าทำงานในแหลมทองรักนก เป็นแรงงานในพื้นที่และเป็นแรงงานสตรีกว่า 90 % ด้วยวัฒธรรมของจังหวัด แรงงานกลุ่มนี้จะไม่เดินทางไปทำงานนอกภูมิลำเนา การจัดการดังกล่าวจึงสามารถช่วยให้แรงงานในพื้นที่มีงานทำต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
นายธานัท เล่าต่ออีกว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้ความสนใจรับประทานรังนกเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจรังนกพร้อมดื่มเติบโตขึ้น มีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอีกเหตุผลที่แหลมทองรังนกสามารถรักษาการจ้างแรงงานไว้ได้ และแรงงานต้องทำงานมากขึ้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 23 ปัตตานี ส่งเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ในปี 2564 สิ่งที่ได้รับคำแนะนำคือ การปรับอริยาบทการนั่งทำงานของพนักงานในการทำความสะอาดรังนก ปรับเปลี่ยนด้วยการจัดหาอุปกรณ์ถาดรองรังนกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

จากเดิมถาดวางบนโต๊ะในแนวราบกับพื้นโต๊ะ ปรับเป็นวางและตั้งเฉียงประมาณ 45 องศา บางจุดที่ใช้มือประคองรังนกไม่มีอุปกรณ์ช่วย จึงเกิดความเมื่อยล้า ปรับเปลี่ยนด้วยการมีถาดมาประคองการวางมือ ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับระบบไฟแสงสว่างในโรงงาน ช่วยให้พนักงานมองเห็นได้ชัดขึ้น ลดปริมาณรังนกที่สูญเสียไปในกระบวนการทำงานนี้ได้ และทำความสะอาดรังนกได้ดีขึ้น จนได้รับคำชื่นชมจากลูกค้าที่รับซื้อรังนกไปแปรรูป จากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว สามารถลดความสูญเสียคิดเป็นมูลค่าถึง 718,200 บาทต่อปี

“รู้สึกดีใจและขอขอบคุณโครงการดี ๆ ที่รัฐบาล และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นอย่างมาก ที่ให้ความช่วยเหลือ และสิ่งสำคัญคือ โครงการนี้ช่วยรักษาการจ้างงานให้กับกลุ่มแรงงานสตรีมุสลิมในพื้นที่ได้อีกด้วย” นายธานัทกล่าวทิ้งท้าย


