‘การสำนึกผิด นำไปสู่การให้อภัย’ ผ่านแนวคิด ‘ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์’ ทางเลือกบรรเทาความขัดแย้งในสังคม

27.07.22 | 09:54 น.

ในกระบวนการยุติธรรมของไทย ผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะมีแรงจูงใจหรือเหตุผลใดในการกระทำความผิด ล้วนต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนดทั้งนั้น แต่หากมีแนวทางหรือวิธีคิดที่ช่วยให้ผู้กระทำความผิดและผู้เสียหาย ได้พูดคุยและปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน อาจช่วยแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการในกระบวนการยุติธรรมของสังคมได้

เหตุนี้ จึงมีแนวคิดเรื่อง กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice หรือ RJ) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้กระทำผิดและผู้เสียหาย ได้มีการตกลงกันหรือพูดคุยกันผ่านคนกลาง เพื่อให้เกิดผลดีและเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยเป้าหมายของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ คือ การเยียวยาความรู้สึกของผู้เสียหายและให้โอกาสผู้กระทำผิดได้มีโอกาสแก้ไข แสดงความสำนึกในสิ่งที่ทำ เพื่อให้สองฝ่ายสามารถปรับความเข้าใจซึ่งกันและกันได้

ดังเช่นกรณีในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่คุณลุงกับเพื่อนๆ ร่วมกันไปกู้เงิน เพื่อมาดำเนินกิจกรรมในชุมชน แต่เมื่อได้เงินมาแล้ว กลับไม่สามารถทำกิจกรรมตามที่ตั้งใจไว้ได้ เพราะติดปัญหาเรื่องกฎระเบียบในชุมชน ทำให้ผู้เสียหายต้องฟ้องเรียกร้องเอาเงินคืน

เมื่อเวลาผ่านไปคุณลุงกับเพื่อนๆ ก็ไม่ได้คุยกันอีก ทำให้จำเลยที่เคยสัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายร่วมกัน และไม่ได้ชดใช้ อัยการจึงเรียกทุกคนมาไกล่เกลี่ยตามกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เมื่อได้พูดคุยและตกลงกัน ผลสรุปว่า คนในชุมชนจะช่วยคุณลุงผ่อนจ่ายตามกำลังที่มีในแต่ละเดือน ทำให้คุณลุงกลับมามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ และผู้คนในหมู่บ้านอีกครั้ง

แสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้กระทำผิดสำนึกผิด และยินยอมรับการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูพฤติกรรม พร้อมทั้งเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายผ่านคนกลาง ที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างคู่กรณีแล้ว ยังมีส่วนช่วยบรรเทาความแตกแยกในครอบครัว โรงเรียน หมู่บ้าน และชุมชนอีกด้วย

Advertisement

เพื่อให้คนในสังคมเกิดความเข้าใจ และตระหนักถึงกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มากขึ้น สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดทำภาพยนตร์สั้นเชิงสารคดีเรื่อง ก้อนหินที่หายไป และเปิดฉายครั้งแรกใน งานเสวนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการรับรองข้อมติสหประชาชาติ เรื่อง หลักการพื้นฐานขององค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในเรื่องทางอาญา เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ในประเทศไทยได้มีการพูดถึงและมีการปรับใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ทว่าการปรับใช้อาจจะยังจำกัดอยู่ เช่น ใช้ในคดีอาชญากรรมที่ไม่รุนแรง ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งในชุมชน และคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน ซึ่งตรงข้ามกับในระดับนานาชาติ ที่ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

เหตุเพราะเป็นทางเลือกที่ช่วยให้เหยื่อได้รับความเป็นธรรม และผู้กระทำผิดก็ได้แสดงความรับผิดชอบต่อความผิดนั้น รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมเยียวยาทั้งผู้เสียหายและผู้กระทำผิด ทั้งยังช่วยลดภาระของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สนับสนุนการฟื้นฟู และคืนอดีตผู้ผิดพลาดกลับสู่สังคมได้อย่างปกติสุข

ปัจจุบันหลายคนคิดว่ากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อคู่กรณีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กระบวนการนี้สามารถปรับใช้ได้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ เช่น หากเด็กทะเลาะกันในโรงเรียน ครูซึ่งได้รับการฝึกฝนให้เป็นคนกลางในเหตุขัดแย้ง ก็สามารถเข้ามาแทรกแซงได้อย่างถูกวิธี เพื่อยุติไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย หรือเป็นบาดแผลที่ฝังใจเด็ก

ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ให้รายละเอียดเรื่องกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เพิ่มเติมว่า สิ่งจำเป็น คือ การเสริมพลังให้ผู้เสียหาย เริ่มตั้งแต่การแนะนำให้รู้จักกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การสร้างความเข้าใจและกลไกคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้เสียหาย ความยินยอมและสิทธิที่จะยกเลิกกระบวนการตามความสมัครใจ ตลอดจนการรับฟังความประสงค์ในการได้รับการเยียวยา และการจัดทำข้อตกลงเชิงสมานฉันท์

ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ เผยด้วยว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ไม่ได้มุ่งยกเว้นโทษหรือเพิกเฉยต่อการรับผิดชอบของผู้กระทำผิด แต่เป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้มีการลงโทษตามความเหมาะสม และกำหนดวิธีการชดใช้เยียวยาได้ตามที่ตกลงกัน

นอกจากนี้ หากเป็นคดีที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามปกติ กระบวนการนี้ก็สามารถใช้เสริมการดำเนินคดี และการลงโทษทุกรูปแบบได้เช่นกัน

ด้าน ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ เล่าถึงแนวทางการส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ให้เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้างมากขึ้นว่า TIJ ได้ร่วมมือกับคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิเครือเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย จัดทำค่ายเยาวชนและกิจกรรมส่งเสริม RJ in School ภายในสถานศึกษา

ที่มาของค่ายเยาวชนนี้ ก็เพื่อรับฟังและสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ผ่านมุมมองของเยาวชน ในการนำมาประยุกต์ใช้ภายใต้บริบทของสถานศึกษาในประเทศไทย ทั้งยังหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยสร้างความตระหนักและความเข้าใจในกลุ่มเยาวชนและครูที่เกี่ยวข้อง ในการระงับข้อพิพาทในโรงเรียน

และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ TIJ จึงได้จัดทำภาพยนตร์สั้นเรื่อง ก้อนหินที่หายไป โดยได้นำเสนอประโยชน์ของการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งนี้ภาพยนตร์สั้นเรื่องดังกล่าว ได้อ้างอิงโครงเรื่องและคดีอาญาจากเหตุการณ์จริง คือ คดีวัยรุ่นปาหินรถตู้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต เมื่อปี 2547 และคดีจบลงอย่างสมบูรณ์ในปี 2561

“ทำไมต้องเข้ากระบวนการนี้ด้วย ใครจะอยากไปสมานฉันท์กับคนอย่างมัน คนที่ทำให้ผัวของพี่ตายน่ะเหรอ?” คือบางประโยคในภาพยนตร์สั้นเรื่องก้อนหินที่หายไป โดยเป็นเสียงตอบโต้ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต้องกลายเป็นม่ายสามีตาย จากการถูกวัยรุ่นชายคนหนึ่งปาก้อนหินใส่รถตู้

ภรรยาของผู้เสียชีวิตได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เธอไม่เข้าใจ และขุ่นเคืองใจที่ต้องให้อภัยคนก่อเหตุ เช่นเดียวกับวัยรุ่นที่เป็นผู้กระทำผิด ก็ไม่เข้าใจกระบวนการนี้เช่นกัน แต่ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็พร้อมเข้ารับการฟื้นฟูผ่านกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

ท้ายที่สุด คดีนี้จบลงด้วยการรับผิด ชดเชย สำนึกผิด ขอโทษ และให้อภัย ระหว่างวัยรุ่นที่กระทำผิดกับผู้เสียหายซึ่งเป็นภรรยาของผู้เสียชีวิต กลายเป็นคดีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์สามารถทำให้เรื่อง “การให้อภัย” ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในตอนแรก เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ดี ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือและร่วมแรงร่วมใจ ทั้งคู่กรณี ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทนาย ฝ่ายศาล เจ้าหน้าที่ควบคุมความประพฤติ นักจิตวิทยา รวมไปถึงคนในชุมชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ต้องเข้าถึงชุมชน

ประชาชนที่สนใจสามารถชมภาพยนตร์สั้นเรื่องก้อนหินที่หายไป ผ่านช่องทางยูทูบ TIJ Just Right Channel
ซึ่งทุกฝ่ายที่มีส่วนกับภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ หวังว่าจะช่วยสร้างพลังให้ทุกคนได้เข้าใจ ร่วมขับเคลื่อน และนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปปรับใช้ในการจัดการคดีความ หรือข้อพิพาทในกระบวนการยุติธรรม และในสังคมต่อไปได้

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ของการรับรองข้อมติสหประชาชาติ ว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในเรื่องทางอาญา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) พร้อมเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนการใช้ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ทั้งในประเทศไทยและที่อื่นๆ ในวงกว้าง เพื่อเป็นเครื่องมือและแนวทางสร้างสังคมแห่งความยุติธรรมและสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง