สหกรณ์การเกษตรคำม่วง จำกัด ต้นแบบการบริหารงาน ด้วยอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ร่วมกับหลักธรรมาภิบาล ส่งเสริมอาชีพสมาชิกให้มีความมั่นคงตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด มีการรวมกันซื้อ รวมกันขาย ผ่านระบบสหกรณ์ ปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ จนเกิดความเข้มแข็ง สมาชิกสามารถพึ่งตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ดร.ภารดี รัตนมุลตรี ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรคำม่วง จำกัด เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ก่อตั้งมานานกว่า 42 ปี ปัจจุบันสมาชิกทั้งสิ้น 1,847 คน ทุนดำเนินงานกว่า 370 ล้านบาท โดยสหกรณ์ดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้กับสมาชิก เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ เมล็ดพันธุ์พืช สินค้าทั่วไป ธุรกิจสินเชื่อเพื่อให้สมาชิกได้กู้ยืมเพื่อลงทุนในการทำการเกษตร ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป เช่น ข้าวเปลือก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง พุทรา ธุรกิจแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร (มันสำปะหลัง) รวมปริมาณธุรกิจกว่า 590 ล้านบาท ในการทำธุรกิจที่หลากหลายให้บริการแก่สมาชิกอย่างครบวงจร โดยแนวคิดในการดำเนินงานของสหกรณ์นอกเหนือจากการนำอุดมการณ์ หลักการและวิธีสหกรณ์มาวางเป็นกรอบในการดำเนินงานแล้ว ผู้บริหารของสหกรณ์ยังได้น้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในระดับองค์กรและระดับสมาชิก สหกรณ์ใช้หลักความพอประมาณในการจัดหารายได้ที่ไม่ได้เน้นการทำกำไรมากในเชิงธุรกิจ แต่เน้นในการบริการแก่สมาชิกอย่างครอบคลุม ซึ่งหมายถึง สหกรณ์จะดำเนินการภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยทั้งบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ โดยไม่ต้องจัดซื้อ จัดหาจากภายนอกเพิ่มเติม และจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือสมาชิกเป็นหลัก ด้วยการรับซื้อ รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกทุกชนิดที่สมาชิกผลิต ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลังและพุทรา ผลผลิตจะมีมากหรือน้อยก็รับซื้อทั้งหมด แม้สหกรณ์จะมีกำไรไม่มากในสินค้าบางชนิด แต่ก็จะทำเพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตและมีรายได้ที่เป็นธรรม
“จากการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้สมาชิกมีความเชื่อมั่น มีความศรัทธาในตัวสหกรณ์ มีความมั่นใจว่าสหกรณ์จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง ดังนั้น เมื่อสหกรณ์ส่งเสริมเพื่อปลูกจิตสำนึกแก่สมาชิกในความเป็นเจ้าของสหกรณ์ ก็ทำให้ได้รับความร่วมมือจากสมาชิกเป็นอย่างดี เช่น สมาชิกนำเงินมาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 7-8 ล้านบาทและนำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สมาชิกมีการเก็บออมเพิ่มขึ้น ในขณะที่สหกรณ์ก็มีทุนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นเดียวกัน ส่งผลให้การดำเนินงานของสหกรณ์มีภูมิคุ้มกัน เนื่องจากทุนดำเนินงานภายในที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ดร.ภารดีกล่าว

ดร.ภารดีกล่าวอีกว่า เนื่องจากสมาชิกของสหกรณ์ จะปลูกพุทราเป็นหลัก โดยได้รวมตัวกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ มีสมาชิกประมาณ 435 ราย เนื้อที่ 1,832 ไร่ ผลผลิตต่อปี ประมาณ 8,000 ตัน สหกรณ์จึงมีการส่งเสริมจัดกิจกรรมเพื่อลดรายจ่ายให้กับสมาชิก โดยการร่วมกันคิดค้นเครื่องคัดเกรดพุทราที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านโดยใช้วัสดุง่ายๆ ที่มีในท้องถิ่น ทำให้ลดระยะเวลาการทำงานและประหยัดต้นทุน อีกทั้งในปีที่ผ่านมา สหกรณ์ได้ประสานงานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาฬสินธุ์และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อแก้ปัญหาพุทราตกเกรดที่มีราคาต่ำ ด้วยการนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยได้มีการทดลองจนได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ของสหกรณ์ อาทิ ไอศครีมพุทรา พุทราเชื่อม พุดดิ้งพุทรา ซึ่งในเบื้องต้นได้ทดลองทำตลาดในพื้นที่ ได้การตอบรับที่ดี อีกทั้ง การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ได้มีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนในสภาวะปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ และสามารถเป็นที่พึ่งแก่มวลสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะ การทำตลาดพุทรา ที่จากเดิมสหกรณ์จะรวบรวมผลผลิตแล้วส่งให้พ่อค้าคนกลางในตลาดไทเพียงอย่างเดียว ก็ปรับเปลี่ยนมาทำตลาดแบบหาคู่ค้ารายใหม่ๆ เพื่อจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าโดยตรงและหลากหลาย ทั้งห้างสรรพสินค้า และบริษัทไปรษณีย์ไทย หรือหากเป็นการจำหน่ายผลผลิตภายในจังหวัดกาฬสินธุ์ก็จะประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดหาจุดจำหน่ายเอง รวมถึงเชื่อมโยงกับสหกรณ์เครือข่ายในการกระจายผลผลิต ซึ่งการปรับรูปแบบการจำหน่ายผลผลิตในลักษณะนี้ จะช่วยให้สหกรณ์สามารถกำหนดราคาจำหน่ายผลผลิตได้เอง โดยในปี 2565 จำหน่ายพุทราคละเกรด กิโลกรัมละ 25 บาท คัดเกรดส่งไปรษณีย์ กิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่งราคาจะสูงกว่าส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท

“ในการดำเนินงานของสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เข้าไปให้ความรู้ ให้แนวคิดในเรื่องของการบริหารงานสหกรณ์ตามหลักการสหกรณ์ เน้นการช่วยเหลือตนเองภายในสหกรณ์และช่วยเหลือสมาชิกเป็นหลัก เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำในการบริหารจัดการภายในตั้งแต่งานโครงสร้าง ระเบียบข้อบังคับที่เป็นกฎกติกาสำคัญในการดำเนินงานตามหลักการสหกรณ์ และสนับสนุนเงินอุดหนุนในกิจกรรมต่างๆ ตามความเหมาะสมในลักษณะให้สหกรณ์สมทบส่วนหนึ่ง เพื่อสร้างแรงจูงใจในความเป็นเจ้าของ ซึ่งด้วยศักยภาพของสหกรณ์ที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาดำเนินการ ทำให้สหกรณ์มีวิจารณญาณในการลงทุนแบบไม่ก้าวกระโดด ก้าวทีละก้าวอย่างมั่นคง มีการทบทวนข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเป็นระยะ ส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งแก่มวลสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างมั่นคง” ดร.ภารดีกล่าว
ด้าน คุณศิริพร เครือวรรณ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรคำม่วง จำกัด จากผลการดำเนินงานกว่า 42 ปี ของสหกรณ์การเกษตรคำม่วง จำกัด ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มามากมาย สหกรณ์มุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส เพื่อตอบสนองความต้องการและช่วยเหลือสมาชิกให้ครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาเงินทุน การรับฝากเงิน การจัดหาสินค้าจำหน่าย การรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก การแปรรูป รวมถึงการจัดสวัสดิการต่างๆ โดยตระหนักถึงความต้องการของสมาชิก รวมถึงความเป็นอยู่ และปัญหาต่างๆ ของสมาชิก เพื่อวางแผนการดำเนินงานให้สหกรณ์สามารถเป็นที่พึ่งแก่มวลสมาชิกผ่านการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สมาชิกอยู่ดีด้วยสหกรณ์ และสหกรณ์เข้มแข็งด้วยสมาชิกต่อไป
ในขณะที่ นายบุญเตียง ติกาพันธ์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรคำม่วง จำกัด กล่าวว่า เป็นสมาชิกของสหกรณ์มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ทำนา 10 ไร่ และปลูกมันสำปะหลังอีก 2 ไร่ ซึ่งสหกรณ์ได้ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะด้านเงินทุนในการประกอบอาชีพในลักษณะเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9 บาทต่อปี และยังสามารถซื้อปัจจัยการผลิตและพันธุ์ข้าวในลักษณะผ่อนชำระได้ ทำให้มีสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งแม้ว่าราคาจะไม่แตกต่างจากราคาตลาดทั่วไป แต่เรายังได้เงินปันผลคืนเมื่อถึงสิ้นปี อีกทั้ง เมื่อถึงเวลาจำหน่ายผลผลิต สหกรณ์ก็จะรับซื้อทั้งหมดในราคาที่เป็นธรรม แม้ราคาจะต่ำกว่าราคาพ่อค้าคนกลางกิโลกรัมละ 20-30 สตางค์ แต่ทางสหกรณ์จะให้ราคาเต็มตามตาชั่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วจำหน่ายให้กับสหกรณ์จะดีกว่า และยังได้เงินปันผลคืนอีกด้วย
“ตั้งแต่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ได้รับความช่วยเหลือจากสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเงินทุน ไม่เคยใช้บริการแหล่งเงินทุนจากที่อื่นเลย เพราะเมื่อใช้บริการจากสหกรณ์แล้ว ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และยังจะได้เงินปันผลคืน ผลผลิตก็มีแหล่งจำหน่ายที่แน่นอนและได้ราคาที่เป็นธรรม ซึ่งตนมีความเชื่อมั่นในการบริหารงานของสหกรณ์ว่ามีความโปร่งใส เพราะเราเป็นผู้เลือกคณะกรรมการดำเนินงานด้วยตัวเอง เป็นคนในพื้นที่ เราทราบประวัติเป็นอย่างดี และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีของสหกรณ์ที่ทำเพื่อสมาชิกมาโดยตลอด” นายบุญเตียงกล่าว

