การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงสุขภาพกายและสุขภาพจิต เนื่องจากประชาชนจำนวนมากต้องจมอยู่กับความเครียด ความกังวล ความสิ้นหวัง และหมดกำลังใจ ที่อาจเป็นสาเหตุสำคัญนำไปสู่การเจ็บป่วยทางจิต และภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้น การสร้างกำลังใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะเอาชนะและฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปให้ได้
ล่าสุด กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพจิตทุกกลุ่มวัย ในระบบสุขภาพปฐมภูมิ ‘ร่วมสร้างพลังใจ สุขภาพจิตไทยยั่งยืน’ Better Mental Health Care for all พร้อมมอบรางวัลแก่เครือข่ายต้นแบบฯ และจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่ความรู้ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 ที่โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จ. ปทุมธานี เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เข้าร่วมงานได้นำความรู้ไปประยุกต์ และเป็นแนวทางการดำเนินงานดูแลสุขภาพจิตให้ประชาชนต่อไป
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เล่าถึงที่มาของการขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพจิตในครั้งนี้ว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทุกภาคส่วนต่างช่วยกันเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ ประชาชนไทยจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19
พญ.อัมพร เผยอีกว่า กรมสุขภาพจิตได้ติดตามสถานการณ์ และเฝ้าระวังป้องกันปัญหาสุขภาพจิต โดยดูแลจิตใจประชาชนผ่านกลไกระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดเครือข่ายทั้งใน และนอกระบบสาธารณสุข ที่มีส่วนร่วมในการดูแลประชาชนที่ครอบคลุมและทั่วถึง ผ่านคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิต ระดับอำเภอ (พชอ.) ตลอดจนส่งเสริมการเฝ้าระวัง และช่วยเหลือเชิงรุกด้วยทีม 3 หมอ และให้บริการสุขภาพจิตและจิตเวช ผ่านหน่วยบริการปฐมภูมิและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศ

ปีนี้ กรมสุขภาพจิตได้ดูแลสุขภาพจิตในระบบสุขภาพปฐมภูมิ ผ่านอำเภอที่ร่วมบูรณาการการดูแลจิตใจ เข้ากับการดูแลคุณภาพชีวิตของ พชอ. 856 แห่ง และ 40 เขตในกรุงเทพมหานคร รวมถึงได้มีตำบล นำเอาการเสริมสร้างวัคซีนใจ ในชุมชนไปใช้กว่า 2,179 ตำบล
“กรมสุขภาพจิต มีความคาดหวังว่าทุกคนจะตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของสุขภาพจิต รวมถึงสามารถดูแลสุขภาพจิตของตนเองให้มีความแกร่ง สามารถผ่านทุกวิกฤตไปได้ด้วยดี และเมื่อมีสุขภาพจิตดี ก็จะสร้างความสุขให้แก่กันและกันได้
“ทั้งนี้ เราไม่ได้หมายถึงการดูแลตัวเองแค่คนเดียว เราอยากให้เกิดการรวมตัวกัน และมีพลังของเครือข่าย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นระบบ แต่ขอให้เป็นพลังของเครือข่ายที่มีมุมมองด้านบวก และมีแนวคิด ที่จะช่วยสร้างสังคมสุขภาพจิตดีไปด้วยกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางของโครงการที่ จะช่วยดูแลจิตใจภายใต้ กลไกสุขภาพจิตแบบปฐมภูมิ
“ด้วยเหตุนี้ กรมสุขภาพจิตจึงถือโอกาสดีมอบรางวัลแก่เครือข่ายต้นแบบฯ ที่มีผลการดำเนินงานสุขภาพจิตโดดเด่นเป็นรูปธรรม เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป” อธิบดีกรมสุขภาพจิต ทิ้งท้าย

ธนารีย์ อินทสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางกร่าง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี หนึ่งในเครือข่ายที่ได้รับรางวัลเครือข่ายต้นแบบฯ กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา รพ.สต.บางกร่าง ได้ดำเนินการดูแลช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มความสามารถ แต่ก็ประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และอุปกรณ์ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม จึงได้จัดตั้งโครงการ ‘สะพานบุญโมเดล’ เป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อาทิ วัดโบสถ์ดอนพรหม ที่ให้ความช่วยเหลือจัดตั้ง รพ.สนาม 300 เตียง โดยได้รับความร่วมมือจาก อบจ.นนทบุรี เทศบาลเมืองบางกร่าง และ รพ.สต.บางกร่าง เพื่อใช้เป็นสถานที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่ จ.นนทบุรี
นอกจากจะได้รับความร่วมมือจากภาครัฐแล้ว ยังได้รับความช่วยเหลือจาก อสม. จิตอาสา และชุมชนในพื้นที่ รวมถึงภาคีเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 ที่ได้เข้ามาให้ความรู้และเสริมสร้างวัคซีนใจให้คนในชุมชนอีกด้วย
“เราดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ในชุมชนจนถึงวาระสุดท้าย และได้จากไปโดยไม่ได้ร่ำลาครอบครัว แต่เราก็ได้สนับสนุนจิตใจครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้เบาบางลง โดยช่วยดูแลเรื่องการทำศพ และการทำพิธีกรรมทางศาสนา ตามที่ครอบครัวต้องการ นอกจากนี้ ยังได้รับความช่วยเหลือจากภาคีเครือข่าย ช่วยดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าให้มีจิตใจดียิ่งขึ้น และไม่คิดจะทำร้ายตัวเอง
“เรามองว่าในชุมชนของเรามีการช่วยเหลือที่เชื่อมโยงด้วยดี และมีภาคีเครือข่ายที่ดี ซึ่งทุกคนต่างมีแนวทางเดียวกันคือ ร่วมคิดร่วมทำ และความรักของคนในชุมชน ที่ร่วมช่วยเหลือและเติมพลังใจ ซึ่งกันและกัน เพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 นี้ไปได้ด้วยดี” ธนารีย์ เผย
หากทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันดูแลสุขภาพใจของประชาชนให้แข็งแรง ก็จะสามารถก้าวข้ามวิกฤต และฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้ ผู้มีปัญหาสุขภาพสุขภาพใจ สามารถโทร.ปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือเฟซบุ๊ก สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

