รัฐศาสตร์ จุฬา รุ่น25 และนิติศาสตร์ จุฬาฯ รุ่น15 จัดปาฐกถาพิเศษ “เหลียวหลังแลหน้า การเมืองการปกครองของไทยใน 50 ปี” และ “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทย”

29.08.22 | 10:06 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากหัวข้อ “เหลียวหลังแลหน้า การเมืองการปกครองของไทยใน 50 ปี” ได้กล่าวว่า ถ้านับถอยหลังไป 50 ปีที่แล้ว…. มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในระดับโลก เช่น การคลายตัวของยุคสงครามเย็น การส่งคืนเกาะโอกินาวาให้กับญี่ปุ่นของสหรัฐอเมริกา ศาลสูงของสหรัฐอเมริกายกเลิกโทษประหารชีวิต รัสเซียกวาดล้างชาตินิยมในยูเครน ประเทศไทยเองก็มีทั้งการรัฐประหาร การประท้วงซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ทุกอย่างเป็นจุดเริ่มต้น Disruption ของสังคมไทย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ยังเรียกได้ว่าเป็น “ยุคหลัง…..” เพราะเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังเหตุการณ์ต่างๆ ได้แก่ 1.ยุคหลังสงครามเวียดนาม 2.ยุคหลังคอมมิวนิสต์ในไทย 3.ยุคหลังสงครามเย็น 4.ยุคหลังสงครามกัมพูชา 5.ยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต 6.ยุคหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 7.ยุคหลังสงครามอัฟกานิสถาน และ 8.ยุคโควิด-19

ในวันนี้…. หลังสงครามเย็นสิ้นสุดไปแล้วคาดหวังว่าจะไม่ได้เห็นอีก เมื่อมองผ่านชีวิตปัจจุบันในบ้านเราได้เห็นถึงการสิ้นสุดสงครามคอมมิวนิสต์ การปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่อย่างการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เห็นถึงความสืบเนื่องของการเมืองไทยระบบพันธุ์ทาง วิกฤตเศรษฐกิจทั้งต้มยำกุ้งและที่เกิดจากโรคระบาดทั้งไข้หวัดนก ซาร์ หรือโควิด-19 และวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน

Advertisement

“เราจะวางตัวเองในเวทีการเมืองโลกอย่างไร”

มองไปข้างหน้าอีก 5 – 10 ปี…. สิ่งที่อาจจะกลับมาคือสงครามเย็น แต่จะเปลี่ยนรูปแบบเป็น New Cold War สงครามอาจจะยังอยู่กับเรา โดยเฉพาะสงครามยูเครน วิกฤตช่องแคบไต้หวันที่ต้องรอว่าจีนจะเข้ายึดไต้หวันหรือเปล่า วิกฤตเศรษฐกิจจะยาวนานแค่ไหน วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร และวิกฤตสภาพอากาศ

ในส่วนของประเทศไทย การเมืองในอนาคตยังไม่แน่ชัด แต่มองว่าการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจะมีความซับซ้อนเพื่อจัดการปัญหาหลายขั้น อาจต้องเป็น Double Action หรือเป็น Triple Action กว่าจะไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ยังต้องมีการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของระบบรัฐสภา การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ทันต่อกระแสโลก การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างรัฐไทยที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงบทบาทของคนรุ่นใหม่ที่จะเกิดเป็น สงครามความคิด – สงครามความเชื่อ – สงครามวัย – สงครามแห่ง Gen เพราะคนรุ่นใหม่ในเวลานี้เป็นเหมือนคนรุ่นเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เมื่อ 50 ปีที่แล้ว และ “สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมด้วยว่า เราจะฟื้นฟูสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีสากลได้อย่างไร และเราจะวางตัวเองในเวทีการเมืองโลกอย่างไรด้วย”

ขณะที่ ศาสตราจารย์พิเศษ เข็มชัย ชุติวงศ์ ได้กล่าวถึง “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทย” ว่า สิ่งที่ทำให้คนเกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมเป็นผลมาจากทัศนคติเชิงอำนาจแต่ละหน่วยงานต่างใช้อำนาจถ่วงดุลระหว่างกัน การบริหารงานล่าช้าขาดความโปร่งใส คนยากจนเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก รวมถึงการลงโทษที่ตัดโอกาสผู้กระทำผิดสวนทางกับการพยายามฟื้นฟูเพื่อให้คนเหล่านั้นกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้

สำหรับกลไกในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ได้กำหนดนโยบายที่เน้นความมีประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ “กระบวนการยุติธรรมควรเป็น Service เพื่อประชาชน” หน่วยงานต่างๆ จึงต้องปรับแนวคิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยการใช้อำนาจตามกรอบกฎหมายให้เป็นการให้บริการเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับความสะดวกและลดความเดือดร้อนลง ประชาชนทุกคนควรเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้เท่ากัน “ความยุติธรรมต้องไม่มีราคาแพงเกินไป เพราะจะเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำในสังคม”

“กระบวนการยุติธรรมจะยังทำงานอยู่ได้ด้วยความเชื่อถือของสังคม”                                   

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแล้วในประเด็นต่างๆ เช่น การพิจารณาระบบทนายความอาสา ระบบติดตามตัวโดยการใช้อุปกรณ์ EM การพัฒนาระบบนิติวิทยาศาสตร์ ให้มีมากกว่าหนึ่งสถาบัน และเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาดำเนินงานผ่านรัฐสภาแล้ว ต่อไปประชาชนจะได้ทราบกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรมทำให้สามารถตรวจสอบการทำงานได้

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีแรงต้านอยู่บ้าง “สิ่งสำคัญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นและรักษาไว้ให้ได้ คือ TRUST เพราะกระบวนการยุติธรรมจะยังทำงานอยู่ได้ก็ด้วยความเชื่อถือของสังคม”