มนุษย์ทุกคนเกิดมาทุกคนย่อมต้องประสบความทุกข์ทั้งสิ้น แต่หากรู้เท่าทันกลไกที่ทำให้เกิดทุกข์ และฝึกสติเพื่อจัดการกับความทุกข์ก็จะสามารถดับทุกข์ได้ พระอาจารย์ครรชิต อกิญฺจโน เจ้าอาวาสวัดวีรวงศาราม จ.ชัยภูมิ ได้เมตตามาชี้แนะ ในหัวข้อ “แนวทางการฝึกสติเพื่อการพ้นทุกข์” ในเวทีธรรมบารรยาย เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” จัดโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เมื่อเร็วๆ นี้
พระอาจารย์ครรชิตเริ่มกล่าวถึงความทุกข์ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทำไมพระพุทธศาสนาจึงกล่าวถึงแต่เรื่องความทุกข์ สุขก็มีไม่ใช่หรือ แล้วอะไรที่มันบีบคั้นเราระหว่างสุขกับทุกข์ ความทุกข์เป็นสิ่งบีบคั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องหาทางออกจากมันใช่หรือไม่ ในขณะที่สุขไม่ได้บีบคั้นแต่จะทำให้เราหลงเพลินและจ่อมจมอยู่กับมัน เพื่อรอวันถูกมาบีบคั้นอีกครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์จึงสอนให้เรากำหนดรู้ทุกข์และหาทางออกจากทุกข์
การที่พระพุทธเจ้าทรงชี้นำให้เราเข้าใจเรื่องความทุกข์เพราะว่า คนเราแม้จะทุกข์ก็ไม่เคยกำหนดรู้ว่ามันคือทุกข์ หรือแม้จะทุกข์ก็ทนอยู่อย่างนั้น ทนอยู่กับทุกข์เพราะไม่เคยกำหนดว่ามันเป็นทุกข์ พระอาจารย์ถามว่าอะไรคือสิ่งที่มีชีวิตอิทธิพลต่อชีวิตเรา อะไรที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเราถ้าจะทำให้เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเรา แต่เราไม่เคยหันมามอง และไม่เคยเข้าใจกับมัน คือความคิด เชื่อไหมว่าความคิดนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิต คนคิดดีจึงพูดดี ทำดี คนคิดไม่ดี จึงพูดไม่ดี ทำไม่ดี ใช่หรือไม่ แปลว่าความคิดเป็นจุดเริ่มต้นของการกระทำออกมาทางวาจาหรือทางกาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีหรือไม่ดี
ท่านอธิบายถึงความคิดว่า ความคิดคืออาการของจิตที่แสดงตัวออกมาในรูปแบบของความคิด คือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเรา สุขและทุกข์อยู่ที่เราคิด แม้แต่วันที่ใกล้ตายสิ่งที่จะมาตัดสินให้เป็นไปตามกฏแห่งกรรม ที่เรียกว่ากรรมนิมิตก็คือความคิด เพราะฉะนั้น สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป สี่ค้หาม คือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประกอบเป็นกายเรา สามคนแห่ คือ พระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาหนึ่งคนนั่งแคร่คือจิตใจของเรา จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว ฉะนั้นคนที่นั่งบนเสลี่ยงอยู่บนบัลลังก์ก็คือจิตใจเราสองคนพาไปนี่แหละคือบุญกับบาป สุขหรือทุกข์ แต่บุญ บาป สุข ทุกข์ มากมาจากไหน มันก็คือภาพแห่งความคิดที่ปรากฏขึ้นในใจของเราในรูปแบบของร่องรอยแห่งบุญซึ่งก็จะทำให้จิตเป็นสุข และถ้าจิตไปจับเอาร่องรอยแห่งบุญนั้นก็นำพาสู่สุคติภพ และร่องรอยแห่งบาปก็ทำให้เราเป็นทุกข์ มาจากรูปรอยของกรรมนิมิต ถ้าจิตไปจับหรือจิตเศร้าหมองก็จะก้าวไปสู่ทุกขคติ ในส่วนนี้หมายถึงตอนจะตาย

แต่ถ้าตอนมีชีวิตอยู่อะไรที่มีอิทธิพลต่อเรา จะขยันก็คิด จะขี้เกียจก็คิด วางแผนทำงานก็คิด ที่ขัดขวางการทำงานก็คิด ความคิดนั่นแหละที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเรา ถ้าอยากจะมีชีวิตเป็นอิสระคือเป็นอิสระจากความคิดจึงเรียกพระพุทธเจ้าว่าผู้ตื่นแล้ว ในวันที่มหาบุรุษผู้หนึ่งก้าวสู่ความหลุดพ้นจึงเริ่มต้นจากการที่พระองค์เห็นความคิด พระองค์ทวนกระแสกลับเข้าไปในความคิดว่าความคิดเกิดขึ้นได้ยังไง คืนที่ท่านจะบรรลุนั้นได้ฉันข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา เจ้าชายสิทธัตถะเอาถาดไปลอยน้ำเสี่ยงอธิษฐาน ถ้าข้าพเจ้าจะบรรลุธรรมก็ให้ถาดนั้นทวนกระแส เป็นบุคลาธิษฐาน แต่ธรรมาธิษฐานคือการบรรลุธรรมนั้น คือการทวนกระแสความคิดเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ทวนกระแสความคิดกลับเข้าไปจนเห็นความจริงว่า ความคิดเกิดจากกลไกการทำงานของธรรมชาติ ที่เรียกว่าสัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และความคิดเหล่านี้ที่เกิดขึ้นแล้วคนไม่รู้ทัน จึงหลงไปหรือยึดมั่นถือมั่น เอาถูกเอาผิด ยินดียินร้ายกับกระบวนการปรุงแต่ง และปรุงแต่งซ้อนทับลงไปด้วยความอยาก ไม่อยากความปรารถนา ไม่ปรารถนา จึงคิดมีตัวตนเข้าไปรองรับในเรื่องราวเหล่านั้น สุดท้ายก็กลายเป็นทุกข์ อุปาทานในจิตใจของตนเองเพราะไม่รู้ฐานการทำงานของสิ่งนั้น
เมื่อนั้นพระองค์จึงเห็นความจริงว่าเหตุนี้เองคือเหตุแห่งทุกข์ พระองค์จึงถอนอุปาทานเหล่านั้น จึงดับทุกข์ได้ และเมื่อพระองค์เข้าใจตรงนี้อุปาทานทั้งปวงจึงไม่มีอีกต่อไป หมายถึงอุปาทานในขันธ์ 5 แต่เมื่อไม่มีอุปทานในขันธ์ 5 แล้วก็ไม่มีกลไกการทำงานของอุปาทานทั้งหมด ทำให้พระองค์ไม่มีอุปาทานกับทุกสิ่งจึงเรียกว่าสิ้นอุปทานทั้งปวงสิ่งที่พระอาจารย์กล่าวมาทั้งหมดอาจสรุปง่ายๆ ได้ว่า เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ แล้วไม่มีสติจึงปรุงแต่ง จึงเกิดเป็นรูปรอยเรื่องราวต่างๆ ความคิดขึ้นในใจ เลยหลงยึดมั่นถือมั่นว่าเรื่องราวนั้นเป็นจริง และมีตัวตนเข้ารองรับเรื่องราวเหล่านั้น จึงเป็นทุกข์

ท่านยกตัวอย่างง่ายๆ จากเรื่องสมมติ ว่าเคยมีเพื่อนที่คบกันแล้วเลิกคบกันไปชื่อเขียว เขียวกับเราเป็นเพื่อนคบกันมานานจน 5-6 ปีก่อนทะเลาะกันรุนแรง ถึงขั้นประกาศไม่เผาผีกัน จนกระทั่งเมื่อวานเป็นวันเกิด เราอยากทำอาหาร จึงไปตลาด ในขณะที่เลือกซื้อผัก และจะไปซื้อหมูต่อ แล้วหันไปทางเขียงหมู ปรากฎว่า สายตาเราไปกระทบกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนหนึ่ง (รูปกระทบตา) สัญญา ความจำได้หมายรู้บอกว่านั่นคือเขียว เห็นทรงผม เห็นเสื้อผ้า กระบวนการปรุงแต่งจะเกิดขึ้น เรื่องที่ทะเลาะกันเมื่อ 5- 6 ปีก่อนโลดแล่นขึ้นในใจเราทันที อาจเคยด่ากัน เคยตบตีกัน เกิดเป็นเรื่องเป็นราว ยึดมั่นสำคัญหมายในใจเรา ซึ่งไม่ได้อยากให้เกิด เราจึงเกิดความไม่พอใจในเรื่องราวนั้น แล้วมีตัวตนไปรองรับเรื่องราวนั้นกลายเป็นทุกข์ เราคิดต่ออีกว่า เขียวเคยด่าคนกลางตลาดสมัยเคยคบกับเรา ภาพเขียวด่าคนกลางตลาดก็เกิดขึ้นในใจ แล้วถ้าเขียวหันมาด่าเราจะทำอย่างไร เกิดเป็นภาพเขียวด่าเราอีก ก็ยึดมั่นถือมั่นเกิดเป็นตัวตนรองรับ กลายเป็นทุกข์ในใจ หมุนเวียนไปเรื่อยๆ คิดวนเวียนไป ถ้าผู้หญิงคนนั้นหันมาไม่ใช่เขียว เราก็ทุกข์ฟรี เรื่องที่ปรุงแต่งเป็นเรื่องราวภายในใจเรา ที่เราไม่เคยรู้ทัน ทำให้เรากลายเป็นทุกข์
เรื่องนี้กล่าวสรุปคือ นี่คือตากระทบรูป หูได้ยินเสียง กลิ่นกระทบจมูก ความคิดทั้งสิ้น ที่เราไม่รู้ทันและจมอยู่กับมัน เป็นกลไกของสัญญาขันธ์ ของสังขารขันธ์ที่ทำงานโดยอัตโนมัติ กลไกลการทำงานของขันธ์ 5 จำมาและปรุงแต่งความทรงจำเหล่านั้น ปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราว เกิดเป็นภาพในใจ ยึดมั่นถือมั่น มีตัวตนเข้าไปรองรับเรื่องราวเหล่านั้น ก่อเป็นทุกข์ หมุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่กล่าวมาคือ ปฏิจจสมุปบาท นี่คือการเกิดของอริยสัจ 4 ว่าด้วยการเกิดทุกข์
แล้วดับทุกข์จะทำอย่างไร ท่านว่าเมื่อใดก็ตามที่ฝึกเจริญสติแล้วรู้เท่าทันความคิดเร็วขึ้น ปัญหาหนึ่งของผู้ปฏิบัติ คือ มักจะฝึกปฏิบัติเพื่อกดข่มจิตใจเราให้สงบ แต่เราไม่เคยปฏิบัติเพื่อรู้เท่าทันจิตใจที่มันทำงานรแล้วเราบอกว่าปฏิบัตินั้นยาก ที่ยากเพราะทำผิด ไปฝึกบังคับจิตเพื่อให้สงบ แทนที่จะฝึกเจริญสติให้รู้เท่าทันความคิด คือกลไกการทำงานของจิต พระพุทธเจ้าสอนให้เราเห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่สอนให้เราทำให้ได้ตามที่ใจต้องการ การรู้เท่าทันกลไกความคิดจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เห็นกลไกการทำงานของขันธ์ 5 เห็นกลไกของปฏิจจสมุปบาท เห็นกลไกของทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ ถ้ารู้เท่าทันตรงนั้นได้ จะถอนตัวเองออกจากการหลงยึดมั่นถือมั่นนั้น กลับมารู้สึกตัว และความคิดจะดับลงทันที ความต่อเนื่องในการปรุงแต่งจะยุติลง เราจะหลุดพ้นมาจากตรงนั้น แล้วเราจะเห็นว่านี่เองที่เราหลงยึดมั่นกลายเป็นทุกข์มาตลอด แท้ที่จริงเพราะเราไม่รู้เท่าทันสิ่งนี้ เมื่อนั้นจะรู้เลยว่า มรรค คือการกลับมารู้สึกตัว มีสติกลับมารู้สึกตัวทำให้ไม่จ่อมจมลงไปกับความคิด ความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆ ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นในใจ เมื่อนั้นก็จะพาตนเองก้าวออกจากทุกข์ได้ ดับทุกข์ชั่วพริบตานั้น เมื่อทุกข์เกิดชั่วสายฟ้าแลบ เราก็สามารถดับทุกข์ในชั่วสายฟ้าแลบได้เช่นเดียวกัน

การที่จะจัดการตรงนี้ได้ต้องฝึกเจริญสติเพื่อรู้เท่าทันความคิดที่จะปรากฎ เราคงเคยได้ยินเรื่องการตั้งกรรมฐาน แท้ที่จริงแล้วกรรมฐานเป็นไปเพื่อฝึกให้ใจตื่นรู้ กรรมฐานเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นธาตุรู้ให้ตื่นขึ้นมา หายใจเข้า รู้ ก็เกิดกรรมฐานขึ้น มีลมหายใจเข้าเป็นฐาน มีใจไปรู้ หายใจออกรู้ เกิดกรรมฐานขึ้นอีกครั้ง มีลมหายใจออกเป็นฐาน มีใจไประลึกรู้ อาการแห่งการระลึกรู้ หรือเรียกว่าสติ สติในภาษาพุทธศาสนาคืออการที่ใจไปนึกรู้ การที่เราเอาใจหรือธาตุรู้หมั่นระลึกรู้ในอาการของกาย อาการของความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา ในอาการของความคิดที่เรียกว่าจิต ในอาการของธรรมารมณ์หรืออารมณ์ต่างๆ จึงเรียกว่ามีสติปัฏฐาน คือมีใจคอยระลึกรู้ในอาการเหล่านั้น
เราต้องคอยกระตุ้นธาตุรู้นั้นให้ตื่นอยู่เสมอ ด้วยการระลึกรู้อาการของกายผ่านลมหายใจเข้าออก ผ่านอาการยืน เดิน นั่ง นอน คืออากัปกิริยาของกาย ทั้งหลายทั้งปวงนั้นให้เอามาเป็นตัวกระตุ้นให้ธาตุรู้ไปตอดรู้ทีละครั้ง จนกว่าจะเต็มบริบูรณ์คือตื่นตัวอย่างเต็มที่ เรียกว่าการเจริญสติ กรรมฐานจึงไม่ใช่การบังคับให้จิตสงบ แต่คือการฝึกให้ใจ ฝึกธาตุรู้ให้ทำงานมากขึ้น เรียกว่าเจริญสติ เจริญการระลึกรู้ แต่การเจริญรู้ เมื่อตื่นรู้จะทำให้ไประลึกรู้อาการที่เป็นนามธรรมไม่ว่าจะเป็น เวทนา ความคิดจิต อารมณ์ที่เกิดขึ้น เพราะอาการของกายนั้นหยาบ ทุกครั้งที่ทำอะไรใส่ความตั้งใจลงไป ใจจะไปตั้งตรงนั้น จะไปกระตุ้นธาตุรู้ เพียงเท่านี้ก็จะเจริญสติ แล้วไปรู้เท่าทันกลไกของจิตในรูปแบบ ปฏิจจสมุปบาท และกลไกการทำงานของขันธ์ 5 แล้วจะพ้นทุกข์ได้

พบกับกิจกรรมเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ได้ทุกวันศุกร์ เวลา 12:00-13:30 น. ผ่านช่องทาง facebook fanpage CPALL หรือสามารถรับฟังย้อนหลังได้ที่ช่องทางเดียวกัน พร้อมรับฟังคติธรรมดี ๆ ในช่องทาง TikTok ได้ที่ ธรรมะ TikTok

