ตามนโยบายของรัฐบาล มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการปราบปราม กลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะกลุ่มแกงค์คอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงประชาชนทั่วประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร) โดยมี
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สารสนเทศ (ผอ.ศปอส.ตร.) ซึ่งได้สั่งการให้ทำการสืบสวนสอบสวนและปราบปราบกลุ่มองค์กรอาชญากรรมกลุ่มแกงค์คอลเซ็นเตอร์ที่กระทำความผิดส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย

ภายใต้การอำนวยการและควบคุมการปฏิบัติของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.8, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.ภ.8/ผอ.ศปอส.ภ.8, พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8
ด้วยในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 มีคดีเกิดขึ้นหลายคดี
-สภ.พระพรหม ภ.จว.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 6 พ.ค.65 หลอกให้ลงทุน ความเสียหาย 1,419,479 บาท มีการออกหมายจับ จำนวน 20 หมาย จับกุม 4 หมาย
-สภ.เมืองกระบี่ ภ.จว.กระบี่ หลอกว่าส่งพัสดุผิดกฎหมาย ผู้เสียหายโอนเงินไป 15,472,231 บาท เหตุเกิดวันที่ 4 พ.ค.65 ออกหมายจับ จำนวน 3 หมาย จับกุม 2 หมาย อายัดตัว 1 หมาย
-สภ.วิชิต ภ.จว.ภูเก็ต หลอกลงทุนซื้อขายเงินดิจิตอล เมื่อวันที่ 10 ก.ย.64-28 ก.พ.65 มูลค่าความเสียหาย 1,258,630 บาท ออกหมายจับ 8 หมาย จับกุม 4 หมาย
-สภ.ปากจั่น ภ.จว.ระนอง หลอกให้ลงทุน มูลค่าความเสียหาย 625,028 บาท เหตุเกิด วันที่ 6 มี.ค.65 ออกหมายจับ 2 หมาย จับกุม 2 หมาย
-สภ.หลังสวน ภ.จว.ชุมพร หลอกว่ามีคนนำเบอร์โทรศัพท์ไปใช้ผิดกฎหมายและให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 3,053,527 บาท เหตุเกิดวันที่ 9 มิ.ย.65 ออกหมายจับ 2 หมาย จับกุม 1 หมาย

บก.สส.ภ.8 นำโดย พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8, พ.ต.อ.เชิดพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบก.สส.ภ.8, ร.ต.อ.ศุภกิจ ชูดำ รอง สว.กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.8 และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.สส.ภ. 8 ร่วมกันออกทำการสืบสวนขยายผลกรณีนางจารึก ทองชล อายุ 62 ปี ถูกแก๊งคอลเซนเตอร์ หลอกลวงแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนพัวพันกับคดียาเสพติดและมีส่วนร่วมในการฟอกเงิน โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ผู้เสียหายหลงเชื่อและได้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายรวมเป็นเงิน 2 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่าในแต่ละคดีมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน

จากการสืบสวนขยายผลจากบัญชีธนาคารของคนร้ายพบว่าได้มีการโอนเงินดังกล่าวไปยัง บัญชีม้าอื่นๆ อีก 8 บัญชีเป็นเวลาต่อเนื่องกันภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที โดยเหตุที่มีการโอนเงินต่อเนื่องกันของคนร้ายนั้นเพื่อให้เกิดการทำธุรกรรมที่สลับซับซ้อนยากในการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนติดตาม จึงได้มีการดำเนินคดีและออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
เจ้าของบัญชีทั้งหมดที่มีการรับโอนเงินเป็นทอดๆ จำนวน 8 ราย และผู้ที่จัดหาว่าจ้างในการให้ผู้อื่นเปิดบัญชี จำนวน 1 ราย (จับกุมแล้ว) ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและสนับสนุนการฟอกเงิน” กลุ่มบริษัท และ เจ้าของร้านขายเหรียญดิจิตอล ที่ทำหน้าที่ฟอกเงิน โดยการนำเงินที่ได้จากกลุ่มคนร้ายไปเปลี่ยนเป็นสินค้า หรือแปลงสภาพในข้อหา”ฟอกเงิน” จำนวน 2 บริษัท และ จำนวน 1 ราย (จับกุมแล้วทั้ง 3 ราย) ในส่วนของกลุ่มบัญชีม้าอื่นๆ ที่มีการโอนเงินเข้ามาสัมพันธ์กับบัญชีม้าแถวหลัก และมีประวัติการกระทำความผิดในลักษณะแกงค์คอลเซ็นเตอร์ในท้องที่อื่นๆ ในข้อหา “สนับสนุนการฟอกเงิน” จำนวน 13 ราย
ขยายผลบัญชีม้าแต่ละทอดที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายโดยตรวจสอบกลุ่มบัญชีธนาคารที่มีการรับโอนเงินจากบัญชีม้าในคดีนี้ เชื่อว่าบัญชีธนาคารดังกล่าวที่มีการรับโอนเงินจากบัญชีม้านั้นมีความสัมพันธ์กับบัญชีม้าในคดีนี้ในลักษณะการรับโอนเงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ในข้อหา “สนับสนุนการฟอกเงิน” จำนวน 26 ราย รวมผลการจับกุมขยายผลดำเนินคดีอาญาผู้ต้องหาทั้งกลุ่มบัญชีม้า กลุ่มบริษัทและกลุ่มผู้ขายเหรียญดิจิตอล ซึ่งกระทำความผิดในคดีนี้ จำนวน 51 ราย

รวมหมายจับสยบอันดามัน 5/65 “ปฏิบัติการหักขาม้า” จำนวน 86 หมาย จับกุม 24 หมายอายัด 6 หมาย ได้มีดำเนินการร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อดำเนินการสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ ดำเนินคดีทางแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเพื่อเยียวยาคืนให้แก่ผู้เสียหายและเพื่อให้ทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

