ฉะเชิงเทราเป็นหนึ่งในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ทำให้มีแรงงานหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากมาย แต่สิ่งที่ตามมากับจำนวนประชากรก็คือ มีการเกิดเหตุอาชญากรรมหลายครั้ง ทั้งจากยาเสพติด อาวุธ แม้แต่ในห้างสรรพสินค้าที่มีคนพลุกพล่านเกือบตลอดวัน คนร้ายก็ยังอาศัยมุมในห้องน้ำที่ลับตาผู้คนก่อเหตุปล้นทรัพย์
ยืนยันด้วยหลักฐานสถิติการเกิดคดีของจังหวัดฉะเชิงเทราในปี 2562-2565 ระบุว่า คดีทำร้ายผู้อื่นจนถึงความตายและคดีพยายามฆ่า เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงตามมาด้วยเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนชาวฉะเชิงเทรา ต่างดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความหวาดระแวง ไม่รู้เลยว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในนาทีไหน

จากการให้ความสำคัญกับการรับฟังและนำเสียงของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาประกอบการวิเคราะห์และออกแบบแนวทางการแก้ไขปัญหาในสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตรอบรมสำหรับผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (The TIJ Executive Program on the Rule of Law and Development) หรือ ‘RoLD Program’ จึงเป็นที่มาของแนวทางเสริมและป้องกันการปราบปรามอาชญากรรมให้มีประสิทธิภาพรวดเร็วและยั่งยืนในพื้นที่ต้นแบบ ‘Smart Police’ ในรูปแบบของโครงการนำร่องพัฒนาระบบ CCTV ด้วยเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่ฉะเชิงเทรา
เริ่มต้นจากการวางแผนพัฒนาให้จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นต้นแบบเมืองแห่งความปลอดภัย (Smart Safety Zone) มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวน ป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่ โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะหรือ AI เข้ามาใช้งานร่วมกับกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ทั่วเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้เข้าอบรม RoLD Program และตัวแทนคณะทำงาน Smart Police อธิบายว่า ได้ใช้พื้นที่ สภ.แสนภูดาษ จัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงานและเชื่อมโยงฐานข้อมูลกล้องวงจรปิด มีการนำเทคโนโลยี Machine Learning มาฝึกฝนเพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลบนเครือข่ายกล้องวงจรปิด สำหรับตรวจจับผู้ต้องสงสัย หรือยานพาหนะต้องสงสัย อาวุธ และเหตุฉุกเฉิน ซึ่งจะแจ้งเตือนผ่านระบบเฝ้าระวัง (SOS) ไปยังห้องควบคุม โดยประชาชนก็สามารถแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายผ่านแอพพลิเคชั่นได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถไปถึงสถานที่เกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้นและติดตามจับคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างทันท่วงที
โครงการนี้ดำเนินการโดยใช้เวลาเพียง 3 เดือน ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ให้มีการเชื่อมโยงระบบกล้องวงจรปิด พร้อมกับฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ที่สำคัญได้ดำเนินการผ่านกระบวนการสำรวจและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ประกอบด้วยการเสวนากลุ่มย่อยและการรับฟังความเห็นสาธารณะ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ตลอดจนเสริมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และยั่งยืน
นอกจากการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ต้นแบบแล้ว ผู้เข้าร่วมหลักสูตรอบรมสำหรับผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนาของปีนี้ ยังได้มีการออกแบบโปรแกรมเพื่อเสริมสร้างความพร้อมกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืนให้กับผู้เตรียมพ้นโทษ หรือ ‘Near Me’ ซึ่งมุ่งเน้นต่อยอดการทำงานของโอกาสสถาน ภายใต้โครงการจัดตั้งศูนย์เตรียมการปลดปล่อยเรือนจำชั่วคราวกลางเวียง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพัฒนากิจกรรมและกระบวนการนำร่องของศูนย์เตรียมพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขังหญิงให้มีความครบวงจรมากขึ้น
และการพัฒนาห้องปฎิบัติการเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนอย่างเป็นระบบ กับ ‘กรณีศึกษาการจัดการขยะกรุงเทพอย่างยั่งยืน’ ที่มีกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อทำความเข้าใจปัญหาจากมุมมองผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน และมีการออกแบบต้นแบบของนวัตกรรมเชิงนโยบาย สามารถนำไปทดสอบและขยายผลร่วมกับผู้กำหนดนโยบายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะในพื้นที่กรุงเทพมหานครในระยะต่อไป
ทั้ง 3 หัวข้อซึ่งเป็นผลงานของผู้เข้าอบรมหลักสูตร RoLD Program รุ่นที่ 5 ได้ถูกนำเสนอในการประชุมเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 13 จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ ‘TIJ’ ภายใต้หัวข้อเรื่อง ‘People Centered Justice in Action’ เพื่อนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ผ่านกรณีศึกษาที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนที่สนใจในการขับเคลื่อนหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน สอดคล้องกับภารกิจมุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่จากทุกภาคส่วน ในฐานะผู้ที่มีศักยภาพในการสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคมไทย
ยึด 4 หลัก ‘People Centered Justice’
ในงานยังมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งจากปาฐกถาพิเศษของ ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษา TIJ และผู้อำนวยการหลักสูตร RoLD Program ในหัวข้อ ‘แนวคิดระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ด้วยการอ้างอิงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ซึ่งมีการปรับแนวคิดการพัฒนาจากเดิมที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นจุดมุ่งเน้นหลักของการพัฒนาแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นการเน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพราะคนเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการพัฒนาในทุกเรื่อง นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายวงการ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมได้รับแนวคิดนี้พร้อมกับนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 เช่น มีการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายหรือผู้ต้องหามากขึ้น
“ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม เป็นการมองในมุมของผู้รับบริการ หากเป็นผู้ต้องหาที่ไม่มีเงิน หรือเป็นเหยื่อของความรุนแรง อาจจะเข้าถึงโอกาสของความยุติธรรมซึ่งต่างจากสถานะทางการเงินในคดีด้วยเงื่อนไขต่างๆ ดังนั้น การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคนั้น จึงเป็นการปรับมุมมองไปสู่มุมมองของผู้รับบริการด้านความยุติธรรมมากขึ้น รวมถึงคนที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ หรือก้าวพลาดแต่อยากได้รับโอกาสกลับคืนสู่สังคม”
ผู้อำนวยการหลักสูตร RoLD Program ยังได้ย้ำถึงหลักการใช้ People Centered Justice ว่า มี 4 หลัก ได้แก่ Justice needs survey-การรับรู้ความต้องการของผู้รับบริการซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ, Collaboration and innovation-การร่วมมือจากบุคคลหลากหลาย และความพยายามเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่มีอยู่เดิมสู่สิ่งที่ดีกว่า, Data monitoring and impact measurement และ Technology as an enabler การนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือ เป็นหัวใจสำคัญในทุกเรื่อง

