“กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่น” ถูกกล่าวขานในทางที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของความโปร่งใสอีกครั้ง เมื่อมีกระแสข่าวเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลจากกรณีการจัดซื้อ “เป้าบินแบบไอพ่น” มูลค่าโครงการ 49.7 ล้านบาท โดยกรมสรรพาวุธทหารเรือ ซึ่งเป็นหน่วยรับผิดชอบ ละเว้นการปฏิบัติตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง กรณีไม่สามารถส่งมอบของได้ตามกำหนดและมีค่าปรับในสัญญาเกินวงเงิน จนอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องยกเลิกสัญญากับบริษัทผู้ขาย
แต่กองทัพเรือ โดยหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุระดับ “นาวาเอก” ของกรมสรรพาวุธทหารเรือ กลับหมกเม็ดไม่เสนอให้ยกเลิกสัญญาและเรียกค่าปรับจากบริษัทผู้ขายท่ามกลางข่าวลือว่า มีการ “เจรจาลับ” ระหว่างนาวาเอกคนดังกล่าวกับเจ้าของบริษัทโดยอ้างว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ไฟเขียว
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้น ตั้งแต่ปี 2563 โดยในสัญญาเลขที่ 46/งป. 2563 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2563 ระบุว่า เป็นการจัดซื้อเป้าบินพิสัยกลางแบบไอพ่น ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ของประเทศออสเตรเลีย กำหนดส่งมอบตามสัญญา ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 แต่จนถึงปัจจุบัน (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565) บริษัทผู้ขายไม่สามารถส่งมอบยุทโธปกรณ์ดังกล่าวได้ เนื่องจากไม่มีการทดสอบการบินเพื่อใช้งานจริงตามสัญญาและต้องเสียค่าปรับร้อยละ 0.10 ต่อวัน รวมระยะเวลามากกว่า 643 วัน
ความเป็นไปดังกล่าวทำให้กองทัพเรือถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าเหตุใดจึงมีความพยายามที่จะปกปิดเรื่องราวดังกล่าวและไม่มีการยกเลิกสัญญาจนกลายเป็นประเด็นร้อนว่า มีเจตนาอุ้มบริษัทผู้ขาย ซึ่งได้รับเงินค่าจัดซื้อซึ่งเป็นงบประมาณแผ่นดินแล้วบางส่วน อีกทั้งยังวางแผนจะบีบให้กรรมการตรวจรับลงนาม ก่อนจะ “รุจำหน่าย” เป้าบินดังกล่าว ด้วยการเก็บเข้าคลัง โดยไม่นำไปใช้งาน ทั้งนี้หากเป็นเช่นนั้นจริง หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาเสนอความเห็น จะกลายเป็นผู้กระทำผิดคนแรกตามกฎหมาย มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจะลามต่อไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บริษัท ซ. จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาในโครงการนี้ไม่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทผู้ผลิตที่อยู่ในออสเตรเลียให้เป็นตัวแทนอย่างถูกต้อง ดังนั้นการส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคจากต่างประเทศเดินทางมาควบคุมและทดสอบการใช้งาน หรือการ Setting To Work อันเป็นกระบวนการส่งมอบยุทโธปกรณ์ตามมาตรฐานทั่วไปจึงไม่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้เป้าบินพิสัยกลางแบบไอพ่นที่กองทัพเรือจัดซื้อไม่สามารถขึ้นบินได้
สำหรับการจัดซื้อพัสดุซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ทางทหารนั้น ตามระเบียบแล้ว คู่สัญญากับกองทัพจะต้องได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตในต่างประเทศ ให้เป็นตัวแทนโดยตรงเพื่อให้มั่นใจว่า สามารถซ่อมบำรุงหลังการขายได้อย่างต่อเนื่อง แต่กรณีของ “เป้าบินที่บินไม่ได้” กองทัพเรือโดยกรมสรรพวุธทหารเรือกลับละเลยข้อกำหนดดังกล่าวด้วยการทำสัญญาจัดซื้อกับบริษัท ซ. จำกัด ทั้งที่ไม่มีเอกสารแต่งตั้งการเป็นตัวแทนผู้ผลิต คงมีเพียง “คอนเน็กชั่น” ลึกซึ้งแนบแน่นกับคนวงในจนกองทัพเรือยอมหรี่ตาข้างหนึ่ง โดยกำหนดเงื่อนไข TOR ว่า ผู้ขายไม่จำเป็นต้องมีใบแต่งตั้งตัวแทนจากต่างประเทศ เพื่อให้นาง ป. เจ้าของบริษัทได้งานนี้ ทั้งที่เป็นการคัดเลือกผู้เสนอราคาแบบขัดต่อกฎเกณฑ์อย่างชัดแจ้ง
สำหรับปูมประวัติของบริษัท ซ. จำกัด โดยนาง ป. ถือว่าน่าทึ่งอยู่ไม่น้อย เพราะแต่เดิมตระเวณขายเครื่องกรองน้ำตามคอนโดฯ ก่อนจะเห็นช่องทางลัดหันมาจับงานทางทหารจนได้โครงการใหญ่ ๆ ของกองทัพเรือหลายโครงการ ทั้งในกรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ กรมสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศกองทัพเรือ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง โดยมีนายทหารระดับนาวาเอกคนหนึ่งทำหน้าที่ชี้ช่องเป็นกุนซือให้ทุกครั้ง
ตัวเลขการค้าขายกับกองทัพเรือของบริษัท ซ. จำกัด จึงทะยานใกล้หลักพันล้านชั่วเวลาเพียง 5 ปี ทำให้บริษัทนี้ย่ามใจเสนอขาย “เป้าบินไม่ได้” ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าตนเองไม่มีใบแต่งตั้งตัวแทนจากผู้ผลิตจน “ตกม้าตาย” ในท้ายที่สุด อีกทั้งเรื่องกำลังจะบานปลายทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวติดร่างแหไปด้วย เพราะล่าสุดข่าววงในระบุว่า มีการร้องเรียน ปปช. ให้สอบสวนเอาผิดกับทหารเรือบางคนที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทอย่างชัดแจ้ง
จึงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า เรื่องของเป้าบินกองทัพเรือที่บินไม่ได้นี้ จะมีบทสรุปอย่างไรและเป็นบทสรุปที่ถูกต้องสมกับสโลแกน “กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่น” หรือจะกลายเป็น “เผือกร้อน” ชิ้นแรกที่ทำให้ พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้านักเรียนนายเรือ รุ่น 79 และเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งได้เพียงเดือนเดียว ต้องพลอยเปรอะเปื้อนไปด้วย แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่โครงการมูลค่าหลายหมื่นล้านเหมือนโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำที่ยังคาราคาซังอยู่ก็ตาม

