กรรมาธิการหารือสกสว. ถกประเด็นยุทธศาสตร์ชาติและการปฎิรูปประเทศ

17.11.22 | 11:28 น.

กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร หารือ สกสว. ถกประเด็นยุทธศาสตร์ชาติและการปฎิรูปประเทศ มุ่งพัฒนางานวิจัย สู่การขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทย

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมาธิการติดตามการขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย (ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร) ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ อาคารรัฐสภา

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. ในฐานะเลขาธิการคณะอนุกรรมาธิการ พร้อมด้วย ดร.ฉัตรฉวี คงดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการหน่วยข้อมูลและสำนักงานผู้อำนวยการ สกสว. ในฐานะที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการ เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมาธิการติดตามการขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย พร้อมนำเสนอในประเด็นการติดตามการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย

สืบเนื่องจากปี 2563 คณะอนุกรรมาธิการติดตามการขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย ขอให้ สกสว.สนับสนุนการศึกษาศักยภาพและโอกาส แนวทางการพัฒนาศักยภาพเพื่อสนับสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ

Advertisement

ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนภารกิจและหน้าที่สำคัญของคณะอนุกรรมาธิการฯ ในการศึกษาและติดตามเกี่ยวกับความคืบหน้าและการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย วิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามแนวชายแดน รวมถึงเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่องและยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ได้รายงานถึง ผลของการศึกษาเรื่องการติดตามการขับเคลื่อนนโยบาย เขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย ภายใต้งบประมาณของกองทุนส่งเสริม ววน. โดย สกสว.ได้มอบหมายให้คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยในพื้นที่แต่ละเขต ดำเนินการศึกษา 2 ระยะ (ปี 2563 และ 2564) ทั้งหมด 5 กลุ่ม พื้นที่ ได้แก่

– เขตพื้นที่ 1 คือ “เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคอีสานตอนบน” ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดเลย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดหนองคาย และจังหวัดบึงกาฬ

– เขตพื้นที่  2 คือ “เขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออก” ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน

– เขตพื้นที่ 3 คือ “เขตเศรษฐกิจพิเศษขวานทองคลองไทย” (ภาคใต้) ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสงขลา

– เขตพื้นที่  4 คือ “เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 แห่ง”(SEZ)ที่รัฐบาลได้ก่อตั้งขึ้น ได้แก่ จังหวัดตาก จังหวัดเชียงราย จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดสระแก้ว จังหวัดตราด จังหวัดสงขลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดกาญจนบุรี

– เขตพื้นที่  5 คือ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” (The Eastern Economic Corridor (EEC)

โดยในการศึกษาศักยภาพโอกาสของเขตเศรษฐกิจแต่ละแห่ง เพื่อกำหนดพื้นที่กำหนดนโยบายเป้าหมายการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยใน 3 กลุ่มแรก คือ

1.“เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคอีสานตอนบน” ได้มีการวางแนวทางการพัฒนาทั้งในเรื่องของการค้าชายแดน ด้านการเกษตรชีวภาพครบวงจร ด้านการท่องเที่ยวและบริการ

2.“เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคอีสาน” มีการใช้เทคโนโลยีรถไฟจีนลาว

3.”เขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออก” โดยได้มีการศึกษา 4 แนวทาง คือ ด้านการเกษตรอุตสาหกรรม ด้านการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ด้านหัตถกรรมสร้างสรรค์ และด้านการค้าชายแดน พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออกขึ้น ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดพื้นที่และนโยบาย อีกทั้งกำหนดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในขณะที่อีก 2 เขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ  EEC และ SEZ นั้น ได้มีการเชิญหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบมานำเสนอสถานะปัจจุบัน ปัญหา และทางออก

“ปัจจุบัน สกสว.ได้ส่งมอบให้แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้งบประมาณจากกองทุนส่งเสริม วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สนับสนุนงานต่อยอด ปี 2565 เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจการท่องเที่ยวมูลค่าสูงในพื้นที่ล้านนาตะวันออกสู่การเป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำงานวิจัยด้านมาตรการทางกฎหมาย สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจการท่องเที่ยวมูลค่าสูงในพื้นที่ล้านนาตะวันออก และในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ที่ได้ศึกษาด่านชายแดนที่สำคัญ เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนโดยคำนึงถึงวิถีชีวิตของแต่ละภูมิภาค สู่การเป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษ มุ่งเชื่อมโยงเป็นเศรษฐกิจล้านนา ชี้เป้าผลักดันให้เกิดการลงทุนในธุรกิจ โดยอยู่บนฐานของ Wellness ในการดึงดูดนักลงทุน และการพัฒนาการท่องเที่ยวมูลค่าสูงอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนี้ เพื่อเอื้อต่อการลงทุน อีกด้วย” ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช กล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ กล่าวขอบคุณ สกสว. กองทุนส่วเสริม ววน.และคณะผู้วิจัย ที่ได้ทำการศึกษาเก็บข้อมูลมาอย่างกว้างขวาง สามารถนำมาช่วยสนับสนุนภารกิจของกรรมาธิการได้อย่างมาก

ขณะที่ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองประธานคณะกรรมาธิการ ได้เสนอว่า สิ่งที่อยากให้เพิ่มเติมขึ้นมาในกลุ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษล้านนาตะวันออก เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่กำลังเป็นกระแสมาแรงในช่วงนี้ อยากให้มองไปถึงความเป็นสิ่งดั้งเดิมของภูมิศาสตร์ทางล้านนาตะวันออกให้คงดำรงรักษาไว้ เพราะมูลค่าที่เกิดจากวัฒนธรรมท้องถิ่นหลักล้านนา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าท่องเที่ยว เช่น เสื้อผ้า สมุนไพร ไม้สัก แกะสลัก หรือต้นกัญชงกัญชา ตามวิถีชีวิตความเป็นอยู่อาจสร้างมูลค่าได้ สามารถนำมาเชื่อมขยายในแง่มุมของการท่องเที่ยว รวมทั้งด้านอาหารที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของทางล้านนาที่สามารถนำไปสู่ตลาดโลก และที่สำคัญคือเรื่อง Well ness ของคนในท้องถิ่น

โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานผู้สูงวัยที่อยู่ในชนบทนั้น สามารถให้องค์ความรู้เพิ่มเติมได้ จำเป็นต้องถ่ายทอดออกมาให้เห็นภาพจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อนำไปพัฒนาต่อให้มีคุณค่าต่อไป

นายขจิตร ชัยนิคม อนุกรรมาธิการ มีข้อเสนอเพิ่มเติม เกี่ยวกับกรณีการขับเคลื่อนนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟความเร็วสูงสาธารณรัฐประชาชนจีน – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่มีเสียงสะท้อนจากนักธุรกิจส่งออกว่า หลังจากเปิดใช้รถไฟความเร็วสูง ได้มีการส่งสินค้าจำนวนมาก แต่พ่อค้าในไทยก็มีอุปสรรคมากขึ้นเช่นกัน จากเส้นทางที่เคยผ่านได้ก็เปลี่ยนเป็นผ่านไม่ได้ หรือเปลี่ยนเป็นใช้รถขนส่งของลาว ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว ๆ 4-5 หมื่นบาทต่อเที่ยว ที่อาจเป็นผลกระทบจากหลักการของปฏิญญาซันย่า (แผนพัฒนาลุ่มน้ำโขง) ซึ่งอยากให้ในรายงานฉบับนี้ มีการรายงานถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น และเป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างมาก เพราะปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อแนวทางการพัฒนาภาคเหนือและภาคอีสานทั้งหมด รวมถึงการศึกษาวิจัยทางด้านกัญชง ที่คาดว่าจะมีศักยภาพสูง มีความต้องการในตลาดต่างประเทศ ที่สามารถต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมได้

ติดตามข่าวเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์: https://www.tsri.or.th/

#สกสว #TSRI #บพข.

#เคลื่อนไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม #เคลื่อนไทยด้วยววน.

#ขับเคลื่อนภูมิภาคทั่วไทยด้วยวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม