บนเส้นทางสู่ไทยแลนด์ 4.0 บุคลากรและธุรกิจในอุตสาหกรรม 4.0 ที่ซึ่งเครื่องจักร โรงงานและกระบวนการผลิตจะเชื่อมต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตออฟธิงส์และicloud คนจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการควบคุมละบริหารจัดการการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องพัฒนา”คน”ให้มีทักษะเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) รวมพลังประชารัฐจับมือกับ บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้นำอิเลคทรอนิคส์และนวัตกรรมไอซีทีของโลก เปิดสมาร์ทแล็บอัจฉริยะ (Smart IA Lab) แห่งแรกของไทย ซึ่งก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีอินดัสเทรียล ออโตเมชั่น (Industrial Automation) เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการปฏิรูปการเรียนการสอนวิศวกรรมศาสตร์และกระตุ้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมหนุนสตาร์ทอัพผู้ประกอบการใหม่ พัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 อย่างยั่งยืน
รศ.ดร.สุชาติ เซียงฉิน (Assoc.Prof.Dr.Suchart Siengchin) รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวว่า วิถีชีวิตและธุรกิจอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ด้วยสมาร์ทเทคโนโลยีและอินดัสเทรียลออโตเมชั่น 4.0 อย่างที่เราได้เห็นในข่าวต่างๆอาทิเช่น หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์เสมือนเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง, Jetpack (เจ็ทแพ็ค) เหมือนเป้สะพายหลังติดไอพ่น ช่วยให้มนุษย์บินได้แบบส่วนตัว, รถพลังงานไฟฟ้าซึ่งจะไม่มีเครื่องยนต์ มีเพียง power charger ตัวนิดเดียว ที่มาทดแทนพลังงานน้ำมันและกำลังเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ใช้รถ สามารถชาร์จไฟได้ที่บ้าน, รถยนต์ไร้คนขับที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีต่างๆ ลดการเกิดอุบัติเหตุในอนาคตได้, การขนส่งพัสดุทางอากาศโดยใช้โดรน ของ Amazon ร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประหยัดเวลาการจัดส่งน้อยกว่า 30 นาที เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพัฒนาการศึกษาให้รองรับธุรกิจอุตสาหกรรม 4.0 และปัจจัยที่จะทำให้เยาวชนไทยประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีห้องเรียนที่ดี มีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยที่กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ สามารถนำศาสตร์สาขาต่างๆมาใช้สร้างสรรค์งาน ต่อยอดนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราต้องเร่งพัฒนาคนให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งใช้ระบบอัตโนมัติ เพื่อก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

มร.เซีย เชน เยน (Mr.Hsieh Shen-yen) ประธานบริหาร บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0 และประเทศไทย 4.0 ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคคลากร 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มวิศวกรที่จะนำระบบ Industrial Automation (IA) ไปออกแบบปรับปรุงและพัฒนาโรงงานและระบบการผลิตสู่อุตสาหกรรม 4.0 2.กลุ่มที่จะบำรุงรักษา Industrial Automation (IA) และ 3.กลุ่มที่มีทักษะในการเป็นผู้ใช้ระบบ Industrial Automation (IA) โครงการ Smart IA Lab ที่เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดเป็นแห่งแรกในไทย ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ.มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีออโตเมชั่น (Industrial Automation) ส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรไทย ทักษะการศึกษายุคอุตสาหกรรม 4.0 สู่ไทยแลนด์ 4.0 นำไปต่อยอดนวัตกรรม เสริมสร้างแนวทางการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการใหม่ที่ใช้ดิจิตอลเทคโนโลยีให้สอดรับกับการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ตลอดระยะเวลา 26 ปี เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำอิเลคทรอนิคส์และนวัตกรรมไอซีทีของโลก นอกจากจะมุ่งมั่นการคิดค้นวิจัยและสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์พาวเวอร์อิเลคทรอนิคส์ 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์การจัดการพลังงาน ซึ่งรวมถึงโซลาร์คอนเวอเตอร์ เครื่องชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และ 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทกรีนไลฟ์ซึ่งเป็นจอภาพแสดงผล และLED ทางบริษัทฯ ได้คำนึงถึงการแบ่งปันช่วยเหลือสังคม และส่งเสริมการพัฒนายาวชนและการศึกษา
![]()
นอกจากนี้ในช่วงต้นปีหน้าเป็นต้นไป บริษัทฯยังเปิดเวทีการแข่งขันนานาชาติ Delta Advanced Automation Contest 2017 หรือ DELTA CUP 2017 ในธีม Smart Manufacturing ซึ่งกำหนดจัดในเดือนกรกฎาคม 2560 ณ เมืองหวู่เจียง ประเทศจีน นับเป็นเวทีท้าทายความสามารถของเยาวชนนักศึกษาในด้านวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.ประเภทหุ่นยนต์ (Smart Robots) 2.ประเภทเครื่องจักรอัจฉริยะ (Smart Machine) และ 3.ประเภทอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นเทรนด์ของโลกและธุรกิจอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่กำลังเติบโตรวดเร็ว ขณะนี้มีนักศึกษาได้เข้ามาสมัครแล้ว 73 ทีม และเข้าร่วมค่ายอบรมความรู้เทคโนโลยีออโตเมชั่น เพื่อเตรียมสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมส่งเข้าร่วมงานประกวด DELTA CUP 2017 ต่อไป
คุณเกษมสันต์ เครือธร (Mr.Kasemson Kreuatorn) ผู้จัดการภาคพื้นอาวุโสฝ่ายอินดรัสเทรียลออโตเมชั่น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า วิศวกรยุคไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องมีโลกทัศน์กว้างไกล เนื่องจากรูปแบบอุตสาหกรรม 4.0 นั้น สิ่งที่สำคัญในในกระบวนการผลิตในโลกอนาคต คือเทคโนโลยีออโตเมชัน หรือ Industrial Automation ไม่ได้มาแย่งงานคน แต่ย้ายคนไปทำหน้าที่ควบคุมและบริหารข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์เครื่องจักรที่สื่อสารเชื่อมโยงกันได้ผ่านอินเตอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟน เราจะเห็นภาพรวมว่าขณะนี้เครื่องจักรมีผลผลิตอย่างไร โรงงานใช้พลังงานไปเท่าไหร่ จุดไหนมีปัญหาที่ต้องแก้ไข เป็นต้น ระบบ Industrial Automation ประกอบด้วย 1.เครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation Machine) 2.โรงงานอัตโนมัติ (Factory Automation) และ 3.กระบวนการผลิตอัตโนมัติ (Process Automation) สำหรับในสมาร์ทแล็บอัจฉริยะ Smart IA Lab ได้รับการออกแบบที่ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี ครบครันและเชื่อมต่อถึงกัน ในสมาร์ทแล็บอัจฉริยะนี้มีชุดอุปกรณ์การเรียนการสอนระบบออโตเมชั่น 4 อย่าง คือ 1.ชุดจำลองชุดขับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับผ่านอีเธอร์เน็ตจำนวน 3 ชุด (Operator Panel หรือ HMI) 2.ชุดจำลองชุดขับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับผ่านแคนบัสจำนวน 3 ชุด (PLC) 3.ชุดจำลองชุดขับมอเตอร์เซอร์โวผ่านแคนบัสจำนวน 3 ชุด (VFD/Servo) 4. ชุดจำลองชุดขับมอเตอร์เซอร์โวผ่านอีเธอร์เน็ตจำนวน 3 ชุด (Motor) สามารถนำอุปกรณ์ทั้งหมดมาเชื่อมโยงข้อมูลของภาพรวมระบบออโตเมชั่นที่สมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากห้องแล็บแบบเดิม ที่สอนแยกส่วนกัน เช่น PLC 1 ห้องเรียน และ Drive 1 ห้องเรียน และไม่มีการสอนเรื่อง อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ใช้กับเครื่องจักร หรือ HMI กับ อุปกรณืควบคุมเครื่องจักรกล หรือ servo ทำให้นักศึกษาไม่เห็นภาพที่ชัดเจน และ HMI สามารถทำ Function ได้สองแบบ คือ E-Remote โดยควบคุมผ่าน Smart Phone กับ E-Server ดึงข้อมูลมาเก็บที่ Data Base ได้ ชุดอุปกรณ์การเรียนการสอน จะแยกการสื่อสารหลักๆ เป็น 2 อย่าง คือ 1. การสื่อสารแบบ แคนบัส ซึ่งเป็นการสื่อแบบการส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 1 Mbit/Sec และต่ออุปกรณ์ได้สูงสุด 8 unit 2. การสื่อสารแบบ Ethernet เป็นการสื่อสารแบบส่งข้อมูล 100 Mbit/Sec และต่ออุปกรณ์ไม่จำกัด

ผศ.ดร.นภดล วิวัชรโกเศศ (Asst.Prof.Dr.Nophadon Wiwatcharagoses) หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มจพ. กล่าวว่า Smart IA Lab จะช่วยกระตุ้นให้เยาวชนไทยมีความรู้และเพิ่มพูนทักษะในการคิดค้นวิจัยและนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น ห้องแล็บสมัยก่อนจะแยกอุปกรณ์เป็นส่วนๆ มีตัวควบคุมมอเตอร์ห้องหนึ่ง ตัวควบคุมการทำงาน PLC (Programmable Logic Controller) ก็อีกห้องหนึ่ง แต่ Smart IA Lab ซึ่งเป็นอินดัสเทรียล ออโตเมชั่นจะวางแผนออกแบบสมาร์ทแล็บให้สามารถนำอุปกรณ์ทั้งหมดที่มีมาเชื่อมโยงกัน สื่อสารกันแบบ real-time ได้ ด้านชิ้นงานก็สามารถย่อส่วนสเกลลงมาได้ เช่น ระบบลิฟต์ 4 ชั้น ก็ย่อลงมาให้เห็นการทำงานของลิฟต์ได้ชัดเจนขึ้น สิ่งที่จะนำมาสาธิตการสอน นักศึกษาสามารถส่งงานระยะไกลจากมือถือได้ โดยอาศัย Clouding, IOT ระยะไกลแค่ไหนก็สามารถส่งได้ทุกที่ที่มี Wifi จะส่งข้ามประเทศก็สามารถทำได้ และนักศึกษายังสามารถตัดชิ้นงานจากหน้าจอโทรศัพท์ ส่งขึ้นจอโปรเจคเตอร์ได้เลย ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกสบาย ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ
ในงานนี้ มี 2 ตัวอย่างผลงานนวัตกรรม หุ่นยนต์กู้ภัย iRAP ROBOT ผลงานของทีมนักศึกษา 12 คน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) คว้าแชมป์โลก จากการแข่งขัน World RoboCup Rescue 2016 ณ เมืองไลพ์ซิก ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อีกผลงาน คือ เครื่องคัดแยกขยะพลาสติก ซึ่งได้รางวัลที่ 3 จากงานประกวด DELTA CUP 2016 ที่ประเทศจีน เป็นผลงานของ 3 นักศึกษา ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ.

