ปตท. ร่วมกับ ส.อ.ท. เปิดเวที ‘2022 The Annual Petroleum Outlook Forum’ ถกความท้าทายพลังงาน-คาดการณ์ราคาน้ำมัน ปี 2566

6.12.22 | 16:40 น.

เมื่อประเด็นพลังงาน โดยเฉพาะ ‘น้ำมัน’ ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังมิติอื่นๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาออนไลน์ ‘2022 The Annual Petroleum Outlook Forum’  เพื่อติดตามทิศทางราคาน้ำมัน และหาเส้นทางสู่สมดุล เศรษฐกิจ-พลังงาน-สิ่งแวดล้อม

เวทีสัมมนาออนไลน์ดังกล่าว ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11 โดยปีนี้มาในหัวข้อ Thriving amid Global Energy Volatility towards Sustainable Future – เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของพลังงานโลก สอดรับกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบันอย่างมาก

2022 The Annual Petroleum Outlook Forum เริ่มเวทีโดย นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ที่กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์พลังงานในปัจจุบันว่า ปี 2022 หลายประเทศทั่วโลกล้วนให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน และการเข้าถึงพลังงานเป็นประเด็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพภูมิอากาศทั่วโลกที่แปรปรวน รวมถึงภัยธรรมชาติ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ต้องตระหนักและร่วมมือกันแก้ไขปัญหา การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องจริงจัง ซึ่งจะเป็นโอกาสและความท้าทายของภาคพลังงาน ที่ต้องสร้างความสมดุลทั้ง 3 มิติ คือ การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต และการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

Advertisement

ขณะที่ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เผยถึงสถานการณ์พลังงานในโลกปัจจุบันว่า ขณะนี้เป็นช่วงของความผันผวนจากโควิด-19 และวิกฤตการเมืองระหว่างประเทศ จากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และนำไปสู่วิกฤตพลังงานในหลาย ๆ ประเทศ

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ประชาคมโลกต่างต้องร่วมมือผลักดัน การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผลสรุปจากการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แห่งสหประชาชาติ 2022 ครั้งที่ 27 หรือ COP27 ประเทศไทยได้ร่วมแถลงยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรม ต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2065 ตามที่ได้แสดงเจตนารมณ์ไว้เมื่อครั้งประชุม COP26 เมื่อปีที่แล้ว

“ท่ามกลางความผันผวนนี้ กลุ่ม ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนเตรียมความพร้อม และจัดหาพลังงานรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้มีการปรับทิศทางและกลยุทธ์องค์กร มุ่งพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและธุรกิจใหม่ ตอบรับทิศทางโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไป” นายอรรถพล เน้น

แม่ทัพใหญ่ ปตท. ยังย้ำถึงทิศทางและนโยบายขับเคลื่อนของ กลุ่ม ปตท. เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายพลังงานแห่งอนาคต ด้วยว่า กลุ่ม ปตท. มีแผนขยายธุรกิจที่เป็นเทรนด์พลังงานแห่งอนาคต เริ่มด้วยธุรกิจพลังงานไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลุ่มธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต และธุรกิจใหม่อื่นๆ

พร้อมประกาศเจตนารมณ์ กลุ่ม ปตท. มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 15 ภายในปี 2030 บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050

“การประกาศเจตนารมณ์และการเดินหน้าตามเป้าหมายของ กลุ่ม ปตท. ถือว่าเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ ซึ่งเรา พร้อมเป็นกำลังสำคัญสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุลและยั่งยืน”

 

ส่องวิกฤตซัปพลายพลังงานน้ำมัน จับตาตัวแปรสร้างความเปลี่ยนแปลง

ขอเพิ่มรูปคุณสิรวิชญ์ สมรัตนกุล

แม้ปลายปีนี้ หลายภาคส่วนจะลุกขึ้นมาแก้เกมวิกฤตพลังงานกันขนานใหญ่ แต่เกือบทั้งปี ทั่วโลกต่างเผชิญกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำเอารับมือแทบไม่ทัน มีปัจจัยจากความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบด้านพลังงานไปทั่วโลก ซึ่ง นายสิรวิชญ์ สมรัตนกุล หนึ่งใน PRISM Experts เผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนวิกฤตอุปทานน้ำมันโลก

การปรับราคาขึ้น ยังส่งผลกระทบด้านดีมานด์และซัปพลาย โดยเฉพาะด้านซัปพลาย หากมองย้อนกลับไปช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ากลุ่มโอเปคเคยมีมติปรับลดกำลังการผลิต จนทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 100 เหรียญต่อบาร์เรล เป็นระยะเวลากว่า 3 ปี แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยสหรัฐอเมริกาสามารถคิดค้นนวัตกรรมจากชั้นหินมาได้ ทำให้มีการเพิ่มซัปพลายเข้ามาในตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง

เหตุผลที่รัสเซียมีบทบาทกับน้ำมันในตลาดโลก นายสิรวิชญ์ เล่าว่า เนื่องจากรัสเซียมีกำลังผลิตน้ำมันดิบมากถึง 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นรองเพียงแค่สหรัฐอเมริกา ที่เน้นการใช้ในประเทศ โดยรัสเซียส่งออกน้ำมันดิบสูงถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นรองซาอุดีอาระเบีย อีกทั้งยังส่งออกไปยังตลาดยุโรปมากถึง 50% เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ก็กระทบไปถึงจีน ที่มีการขนส่งทางเรือ ท่อ ไปยังประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรปและในแถบเอเชีย ทำให้ตลาดโลกกังวลผลกระทบที่ตามมา

จากสถานการณ์ซัปพลายที่หายไป ทำให้มีการเพิ่มน้ำมันเข้ามาจาก 3 แหล่ง คือ SPR หรือ น้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ที่ปกติจะใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น OPEC+ ที่จะถูกผลักดันด้วยนโยบายของกลุ่ม ในการปรับเพิ่มหรือลดกำลังการผลิต เพื่อควบคุมซัปพลายในตลาดไม่ให้สูงหรือน้อยเกินไป และ Non-OPEC หรือ กลุ่มผู้ผลิตนอกโอเปก ซึ่งจะถูกผลักดันด้วยราคาน้ำมันดิบ ถ้าราคาอยู่ในระดับที่น่าสนใจก็พร้อมลงทุนเพิ่มการผลิต

“แม้จะมีซัปพลายจากหลายๆ แหล่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยอย่างแท้จริง เรายังต้องจับตาดูตัวพลิกสถานการณ์ ที่อาจมีการพูดคุย และทบทวนมาตรการการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งกลุ่ม PRISM มองว่า ซัปพลายจากรัสเซียอาจมีการปรับตัวลดลงราว 8 แสนบาร์เรลต่อวัน ซัปพลายจากกลุ่มโอเปกอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 6 แสนบาร์เรลต่อวัน และซัปพลายจากกลุ่ม Non-OPEC อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“ปัจจัยต่างๆ นี้ ทำให้ภาพรวมในปีหน้า เราคาดการณ์ว่าซัปพลายอาจมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน”  นายสิรวิชญ์ เผย

‘สงคราม-การเมือง-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย-สภาพอากาศ’ ความไม่แน่นอนที่ต้องจับตามอง

ด้าน นายนิธิภัทร แสงดาวฉาย ทีม PRISM Experts พูดถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานว่า วิกฤตที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อ วิถีชีวิตการจับจ่ายประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นราคากว่า 20% เกิดภาพราคาสินค้าที่แพงขึ้น ทำให้ปีนี้ที่มีการคาดการณ์จีดีพีโต 3.9% พอเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ลดเหลือ 3.2% เมื่อเอาเงินเฟ้อมาเทียบอีก ก็พบว่าสูงถึง 8.8%

สะท้อนให้เห็นว่า การที่เงินเฟ้อสูงกว่าจีดีพี เป็นผลมาจากรัสเซีย เพราะเป็นประเทศส่งออกสินค้าสำคัญของโลก อาทิ เหล็ก พาราเดียม น้ำมันดอกทานตะวัน ข้าวสาลี ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ส่งผลให้ราคาแพงที่สุดในรอบ 14 ปี นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นสินค้าทดแทน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มแพงเป็นประวัติการณ์

“ผลกระทบจากสงคราม ทำให้ราคาสินค้าหลายอย่างและราคาพลังงานแพงขึ้น ส่งผลต่อการดำรงชีวิต ปี 2023 เราคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 85-95 เหรียญต่อบาร์เรล ลดลงจากปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ 99 เหรียญต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาเฉลี่ยที่ 85-95 เหรียญต่อบาร์เรลนั้น ส่วนตัวคิดว่ายังสูง หากเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่แล้ว ซึ่งเฉลี่ยที่ 60-70 เหรียญต่อบาร์เรลเท่านั้น แต่ราคาอาจจะเเกว่งตัวได้ตามความผันผวน”

นายนิธิภัทร ยังกล่าวด้วยว่า ความไม่แน่นอนยังมีเรื่องเงินเฟ้อ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน อย่างปรากฏการณ์ฮีทเวฟ จากอากาศที่หนาวจัด-ร้อนจัด ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา และที่น่าจับตามองอีกประเด็น คือ การเมืองระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่มีการลดการส่งออกชิปในบางสินค้า เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองระหว่างกัน

เช่นเดียวกับราคาก๊าซธรรมชาติ ระหว่างปี 2564-2565 ซึ่งมีความต้องการเพื่อผลิตไฟฟ้าจาก 5-7 เเสนบาร์เรลต่อวัน แต่หากปีนี้หรือปีหน้าอากาศแปรปรวน ก็ส่งผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติ บวกกับความยืดเยื้อของสงคราม ที่รัสเซียลดการส่งออกไปยังยุโรป หากถึงขั้นยุติการส่งออก ก็ยิ่งมีผลกระทบสูงขึ้น

นอกจากนี้ ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลและแก๊สโซลีน น้ำมันเจ็ต ก็ยังไม่กลับมาเท่าที่ควร เป็นผลมาจากจีนที่ยังไม่เปิดประเทศ มากไปกว่านั้น การที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงไต้หวันย่อมส่งผลต่อการเมือง ทั้งหมดจึงต้องขึ้นอยู่กับจีน และขึ้นอยู่กับนโยบายผู้นำ สี จิ้นผิง ว่าจะกำหนดทิศทางอย่างไร

“ปัจจุบันการผลิตน้ำมันจะดูจากโอเปคอย่างเดียวต่อไปไม่ได้ ต่อจากนี้ต้องดูจากนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีลดลง และเร็วๆ นี้ กลุ่ม G7 ตั้งเพดานกดดันรัสเซียจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน อีกทั้งนาโต้ที่เริ่มมีสัญญาณการเข้าร่วมของฟินแลนด์และสวีเดน จะส่งผลมากขึ้นอีกอย่างไร ดังนั้น โลกพลังงานยังคงผันผวนจากหลายปัจจัย สิ่งที่ทุกคนทำได้ขณะนี้คือต้องช่วยกันประหยัดพลังงานและไม่ประมาท”

ชู 3 แกน สร้างสมดุลและความมั่นคงด้านพลังงาน

อีกหนึ่งนักวิเคราะห์ของทีม PRISM Experts อย่าง นายเดชาธร ฐิสิฐสกร ที่ร่วมฉายภาพบนเวทีสัมมนา 2022 The Annual Petroleum Outlook Forum ก็เพิ่มเติมว่า สภาวการณ์ของโลกมาถึงจุดวิกฤตด้านพลังงานที่ท้าทาย อนาคตโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ โรคระบาด ภัยสงคราม ที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนถึงต้นทุนผลิตสินค้าทุกชนิด ถึงเวลาเเล้วที่โลกต้องเปลี่ยนแปลง และทุกคนต้องตระหนัก

“ถึงเวลาที่ทุกคนต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน และใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เพื่อช่วยโลกของเรา เนื่องจากสถานการณ์ของพลังงานโลกได้เดินทางมาถึงจุดที่เรียกว่าวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง ด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของความยั่งยืนด้านพลังงาน

แต่การจะสร้างความยั่งยืน ก็ต้องดูบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เราต้องดูว่า แหล่งพลังงานแบบไหนที่เหมาะจะนำไปใช้ในอนาคต และโลกของเราทุกวันนี้กำลังมุ่งไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพราะฉะนั้น พลังงานหมุนเวียนจึงเป็นทางออก และคำตอบสำหรับการสร้างพลังงานในอนาคต โดยพลังงานหมุนเวียน ปี 2020 มีอัตราส่วน 20% ปี 2030 มีอัตราส่วน 28% และในปี 2040 จะมีอัตราส่วนอยู่ที่ 42%

“อย่างไรก็ตาม แม้พลังงานหมุนเวียนจะเป็นทิศทางของพลังงานแห่งอนาคต แต่กุญแจที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ไม่ใช่จะมุ่งหน้าไปที่แหล่งพลังงานอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องสร้างสมดุลพลังงานทุกรูปแบบเข้าด้วยกัน เป็นการสร้างเสถียรภาพของพลังงาน ทั้งในด้านประสิทธิภาพและราคาพลังงาน”

นายเดชาธร กล่าวย้ำช่วงท้ายด้วยว่า โลกอนาคตจะมุ่งสู่การใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางในการสร้างพลังงานยั่งยืนต่อไป และบทสรุปในการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานให้โลกนี้ มีแกนทั้งหมด 3 ตัว คือ Economic, Security และ Environment

“ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปในขณะนี้ เราต้องให้ความสำคัญด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างเสถียรภาพพลังงานจากแหล่งที่เป็นเงื่อนไขต้นกำเนิดก่อน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่โลกของเรามีการฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจ และมีความมั่นคงด้านพลังงานหมุนเวียน ที่มีราคาถูกลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น เราก็สามารถดูแลสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืนต่อไปได้ เป็นการสร้างสมดุลระหว่างแกนทั้งสาม ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานให้โลกของเรา”

เดินหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า พลังงานเป็นต้นทุนของสินค้าและบริการ ช่วงต้นปี 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลง เนื่องจากการเดินทางน้อยลง โดยราคาน้ำมันขณะนั้นอยู่ที่ 22 เหรียญต่อบาร์เรล ทั้งรัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือประชาชน อาทิ ตรึงราคาเชื้อเพลิง จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ลดค่าไฟ

กระทั่งสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายกลางปี 2564 ราคาน้ำมันก็เริ่มสูงขึ้นจาก 40 เหรียญต่อบาร์เรล เป็น 70-80 เหรียญต่อบาร์เรล บวกกับโอเปคพลัสลดกำลังผลิต ส่งผลต่อดีมานด์จนถึงมกราคม 2565 ก่อนเกิดความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน จนเกิดสงครามที่ส่งผลต่อราคา LPG LNG น้ำมัน ค่าไฟ เพิ่มเงินเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันทุกชนิด

“ปลายปีนี้เมื่อยุโรปเข้าสู่ฤดูหนาว กระทรวงพลังงานก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราได้เตรียมแผนที่ต้องเร่งดำเนินการ หากกรณีที่ราคา LNG สูงเกิน 50 เหรียญ โดยปีนี้ไทยนำเข้า 40% ทางแก้ปัญหาคือต้องเร่งปริมาณการผลิตแหล่งก๊าซอ่าวไทยให้มากขึ้น รวมถึงใช้น้ำมันดีเซลทดแทน และกลับมาใช้ฟอสซิลระยะหนึ่ง รวมทั้งซื้อไฟเพื่อนบ้านคือ สปป.ลาว มากขึ้น”

ส่วนแผนระยะยาว ปลัดกระทรวงพลังงานบอกว่า แน่นอนว่ายังต้องลงทุนพลังงานสีเขียวมากขึ้น เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% ในปี 2040 โดยกำหนดไว้ว่าจะผลิต 10,000 เมกะวัตต์ ภายใน 20 ปี ในทุกประเภทของพลังงานสะอาด รวมทั้งต่อจากนี้การขายไฟฟ้าจะต้องมาจากพลังงานสะอาด และออกกฎระเบียบเงื่อนไขทางการค้าให้ได้ รวมถึงผลิตรถยนต์ EV ที่เห็นการเพิ่มถึง 200% ในปีนี้

“ทั้งหมดเป็นเมกะเทรนด์ ที่จะตอบโจทย์ความมั่นคงทั้งในระยะสั้น รวมถึงวางแผนระยะยาว โดยมีปัจจัยทั้งจากการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนมากขึ้น”

‘แบงค์ชาติ’ แนะวางโรดแมประยะยาว ช่วยเศรษฐกิจประเทศ

ด้าน นายธาริฑธิ์  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ช่วงโควิด-19 จีดีพีไทยติดลบ 62% ธปท. ได้ให้การช่วยเหลือ 3 ข้อหลัก คือ 1. ลดอัตราดอกเบี้ย 2. สินเชื่อซอฟต์โลน ฟื้นฟู และสินเชื่อเพื่อการปรับตัว โดยมียอดที่ปรับไปแล้วอยู่ที่ 3 แสนกว่าล้านบาท 3. การปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อจบเรื่องโควิด ภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แต่กลับมีประเด็นน้ำมัน ของแพง ซัปพลายเชนดิสรัปชัน จึงต้องปรับดอกเบี้ยการเงินให้อยู่ในสภาวะสมดุล

“หลายประเทศเผชิญวิกฤตสภาพคล่องด้านสินเชื่อติดลบ แต่ของเราเป็นบวก ที่เห็นได้ชัดคือระดับ NPL ของประเทศ ยังค่อนข้างต่ำ สูงสุดแค่ 3% เท่านั้น”

นายธาริฑธิ์ บอกอีกว่า เห็นได้ชัดว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย สภาพคล่องทางเศรษฐกิจดีขึ้น การบริโภคกลับมา การท่องเที่ยวกลับมา แต่ประเด็นน้ำมันไม่ใช่เรื่องเดียวที่เกิดขึ้น ยังมีเรื่องสินค้าราคาแพง ทำให้มีความลำบากกันอยู่ ในบทบาทของแบงก์ชาติที่ทำได้ คือ ดำเนินนโยบายให้เข้าสู่ภาวะสมดุล ตามมาตรการทางการเงินภายใต้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

“ส่วนโรดแมประยะยาว คือ 1. จัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน, 2. เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และ 3. การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และทุกภาคส่วนของสังคม ต้องปรับตัวตระหนักรู้ เปลี่ยนผ่านสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมกัน”

แนะลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยประเทศก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ส่วน นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า โอกาสและความท้าทายที่เกิดขึ้นจากโควิดและวิกฤตพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทุกประเทศอยู่ในสภาวะเดียวกัน ส่งผลให้มีข้อตกลงร่วมกันในการประกาศเจตจำนงความเป็นกลางทางคาร์บอน

ดังนั้น แทนที่ไทยจะมองเพียงแค่เศรษฐกิจ ต่อไปต้องมองข้ามช็อตไปถึงโอกาสในการสร้างเงื่อนไขสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอำนาจทางการค้าให้กลับมาเกิดการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

นายเกียรติชาย เล่าว่า ก่อนหน้านี้ราคาฟอสซิลผันผวนมาก แต่กลับเกิดโอกาสในการสร้างพลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ที่ต้องดำเนินควบคู่กัน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือแนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต กำหนดภาษี ประเมินราคา มีองค์กรกลางควบคุมกำกับ ให้เกิดบรรยากาศการลงทุนและเทคโนโลยี ดิจิทัล ระบบกักเก็บคาร์บอน และปรับโครงสร้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อตั้งกรมใหม่ ที่ดูแลเรื่องสภาพภูมิอากาศโดยตรง กลางปี 2566 จะเห็นความชัดเจน ดังนั้น วิกฤตพลังงานทั้งหมดจะต้องเป็นโอกาสและความท้าทายของไทยต่อไป ซึ่งทุกภาคส่วนต้องปรับตัว โดยไม่ประมาท

“ประเทศไทยต้องปรับตัว ต้องเดินหน้าทุกมิติให้พร้อมกัน โดยเฉพาะนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการผลักดัน พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  รวมถึงผลักดันการแลกเปลี่ยนและการแข่งขันเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก หากทำได้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางพลังงานและสภาพภูมิอากาศให้ประเทศไทยได้อย่างแน่นอน” นายเกียรติชาย ปิดท้าย