การบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรในยุคปัจจุบัน เพราะบุคลากรเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ที่จะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เพราะฉะนั้นนอกจากการวางกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว การพาบุคลากรในองค์กรให้เติบโตไปพร้อมกัน จึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้
เช่นเดียวกับที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหารของไทย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งขับเคลื่อนแผนการดำเนินงาน PASSION 2025 ไปพร้อมกับการ ‘สร้างสรรค์ และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต’ เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งองค์กรจากภายใน ด้วยการให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใจใส่พนักงาน ภายใต้แนวคิด ‘โอกาสไร้ขีดจำกัด’ (Limitless Opportunities) ด้วยความเชื่อว่า ทรัพยากรบุคคลเป็นฟันเฟืองสำคัญ ที่จะส่งผลให้องค์กรเติบโตบรรลุความสำเร็จตามธงที่ตั้งไว้
จากความมุ่งมั่นดังกล่าว ส่งผลให้ในปี 2565 ไทยเบฟสามารถคว้า 5 รางวัลใหญ่ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลมาครอง ได้แก่
HR Excellence Awards 2022 Thailand ประจำปี 2565
– รางวัล Gold Awards ด้าน Excellence in COVID-19 Response
– รางวัล Gold Awards ด้าน Excellence in Learning and Development
– รางวัล Silver Awards ด้าน Excellence in HR Innovation
นิตยสาร HR Asia Magazine ประจำปี 2565
– รางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2022 (Thailand Edition) ในฐานะองค์กรดีเด่นที่ให้ความห่วงใย ดูแลและเอาใส่ใจพนักงาน
Thailand Corporate Excellence Awards 2022
– รางวัล Thailand Corporate Excellence Awards 2022 สาขา ความเป็นเลิศด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Excellence) โดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เล็งเพื่อนร่วมงานสัญชาติอาเซียน เข้าครอบครัวไทยเบฟ
ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มทรัพยากรบุคคล บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2565 นับเป็นปีที่ดีมากสำหรับทีมงานที่อยู่ใน Human Capital เป็นปีที่กลับมาคึกคัก ธุรกิจสามารถเติบโตได้ โดย 5 รางวัลใหญ่ที่ได้รับในปีนี้ นับเป็นที่น่าภาคภูมิใจของกลุ่มไทยเบฟ และเป็นแนวทางสะท้อนถึงการดูแลพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแผนการดำเนินงานด้านบริหารทรัพยากรบุคคลในปี 2566 ดร.เอกพล เผยว่า ปี 2566 จะเป็นปีของการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเติบโตเข้าไปสู่ระดับอาเซียน ไทยเบฟมีเป้าหมายที่ค่อนข้างชัดเจน เรื่องการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มที่มั่นคงและยั่งยืนในระดับอาเซียน และแผนการดำเนินงาน PASSION 2025 ก็มีเป้าหมายที่ท้าทายอยู่ค่อนข้างเยอะ ปี 2566 จึงเป็นปีที่สำคัญ จำเป็นต้องขยายทั้งธุรกิจใหม่ เข้าไปในพื้นที่ใหม่ๆ และทำให้ธุรกิจเติบโต แน่นอนว่ารวมถึงการต้อนรับสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาในกลุ่มไทยเบฟ
“หากพูดถึงเรื่องของบุคคล ปีหน้าเป็นปีที่เราต้องเติบโต เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีแผนการเตรียมพร้อม เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอในหลากหลายสาขา ถ้าดูคร่าวๆ เราจะต้องหาคนใหม่เข้ามาร่วมทำงานกับพวกเรา คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 2,000 คน และในเดือนนี้เอง เราได้มีโครงการภายใน พยายามจะหาพนักงานกว่า 200 คน เข้ามารับตำแหน่งที่สำคัญ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกิดขึ้นจากโอกาสทางธุรกิจที่เปิดขึ้น”
ดร.เอกพล เล่าต่อว่า อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจสำหรับปีหน้า คือ การเปิดโอกาสให้คนที่มีสัญชาติอาเซียนได้เข้ามาทำงานร่วมกับไทยเบฟ นับเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนที่เชื่อมต่อกัน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม เมียนมา สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และลาว โดยมองหาโอกาสที่จะให้พนักงานที่เป็นชาวอาเซียน สามารถเข้าสู่สมาชิกครอบครัวเราได้
ปิดท้ายด้วยการสร้างประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการทำงาน เนื่องจากไทยเบฟลงทุนไปในหลายโครงการ จึงพยายามทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี เพื่อก้าวสู่เป้าหมายสำคัญ อย่างการเป็นหนึ่งในบริษัทนายจ้างที่ดีที่สุดของอาเซียน ซึ่งเงื่อนไขสำคัญที่ต้องมี คือ ‘Employee Engagement’ หรือความผูกพันของพนักงาน ในระดับ 90% ขึ้นไป โดยขณะนี้อยู่ที่ระดับ 80% นับเป็นความท้าทายที่ไทยเบฟต้องสร้างสรรค์ต่อเนื่อง
“จากการวิเคราะห์พบว่า สิ่งที่จะทำให้ความผูกพันเกิดขึ้น สอดคล้องกับจุดเด่นของไทยเบฟที่ทำได้อยู่แล้ว คือ ความน่าสนใจของธุรกิจ และความน่าสนใจของแบรนด์ ซึ่งคิดว่าไทยเบฟจะทำได้เต็มที่ เพราะอยู่ในธุรกิจที่มีความน่าตื่นเต้น สามารถเชื่อมโยงกับแนวคิดของการสร้างสรรค์ตราสินค้า และการสร้างแบรนด์ได้ค่อนข้างดี
“ต่อมาที่ทุกคนให้ความสำคัญ คือ โอกาสในการเติบโต คนจะมองหาองค์กรที่สามารถพัฒนาศักยภาพเขาได้อย่างเต็มที่ องค์กรที่ให้โอกาสและเข้าถึงโอกาสได้ อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การรับฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยเบฟกำลังบริหารจัดการและทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำโปรเจกต์สำคัญ” รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มทรัพยากรบุคคล ไทยเบฟ เผย
พัฒนาคน สู่การพัฒนาองค์กร พร้อมดึงคนรุ่นใหม่เสริมความแกร่ง
ไทยเบฟเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายธุรกิจหลัก 4 สาย ได้แก่ ธุรกิจสุรา, เบียร์, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร
นอกจากนี้ยังมี 6 กลุ่มงานกลาง ประกอบด้วย กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ (Sustainability and Strategy), กลุ่มงานตราสินค้าและธุรกิจการค้า (Brand and Commercial), กลุ่มงานดิจิทัลและเทคโนโลยี (Digital and Technology), กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์กร (Human Capital and Organization Capability), กลุ่มงานการเงินและบัญชีกลุ่ม (Finance and Accounting) และกลุ่มงานกิจการองค์กรและธรรมาภิบาล (Corporate Affairs and Governance)
โดยสิ่งที่ไทยเบฟอยากเห็นในปี 2566 คือ การปรับโครงสร้างองค์กรเข้าสู่การบริหารในระดับอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะกรรมการได้อนุมัติมาในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565
รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มทรัพยากรบุคคล ไทยเบฟ กล่าวว่า ทีมเราในฐานะ Human Capital ต้องเป็นคนประสานกับทุกประเทศและทุกองค์กรที่ไปควบรวมมา ให้เดินหน้าเป็นหนึ่งเดียว ไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงเรื่องการพัฒนาในสายอาชีพของพนักงาน เพราะหากจะเติบโตเป็นผู้นำอาเซียนได้อย่างแท้จริง ก็ต้องมีการเติบโตและการแลกเปลี่ยนของพนักงาน
“เราต้องทำให้พนักงานมีความเข้าใจ ตื่นตัว อยากเข้าสู่ระบบของการเติบโต เป็นสิ่งที่เราอยากทำให้คนของเราสนใจที่จะขยายตัวเอง สนใจที่จะพัฒนาตัวเอง เป็นผู้ขับเคลื่อนทั้งความสำเร็จของตัวเองและความสำเร็จขององค์กร เป็นสิ่งที่ตั้งใจและวางแผนไว้ให้เกิดขึ้น” ดร.เอกพล ย้ำ
อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การปรับองค์กรพร้อมรับคนรุ่นใหม่ โดยมองว่าคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญ ช่วงหลังมีมุมมองที่สามารถขับเคลื่อนชี้นำอนาคตได้เป็นอย่างดี จึงต้องปรับองค์กรเตรียมพร้อมสำหรับคนรุ่นนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องมีรุ่นพี่ที่เพียงพอ ในระดับที่สามารถให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยง เติบโตไปด้วยกัน

โอกาสไร้ขีดจำกัด
เมื่อถามถึงกุญแจสำคัญของความสำเร็จทั้งหมดของไทยเบฟ ดร.เอกพล เล่าว่า มาจากพันธกิจของบริษัท คือ ‘สร้างสรรค์ และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต’ การที่ไทยเบฟไม่ได้คิดมุ่งหวังกำไรสูงสุด แต่มุ่งหวังที่จะสร้างการเติบโตและคุณค่า เพื่อแบ่งปันออกไป ทำให้นโยบายเรื่องคนของไทยเบฟทำได้อย่างมีพลัง เป็นที่มาของการวางแนวคิด ‘โอกาสไร้ขีดจำกัด’ (Limitless Opportunities) “โอกาสไร้ขีดจำกัด มีทั้งโอกาสด้านการเติบโตในสายอาชีพ เติบโตในการสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ และเติบโตในการสร้างความแตกต่างให้กับสังคม ทั้งสามก้อนนี้เป็นโอกาสที่ไทยเบฟเชื่อว่ามีอย่างไร้ขีดจำกัดจริงๆ เป็นสิ่งที่อยากจะสื่อสารออกไปว่า ถ้าเข้ามาและสร้างสรรค์ด้วยกัน โอกาสเหล่านี้มีอยู่เยอะมาก และสามารถเติมเต็มเขาได้”
ดีเอ็นเอ ‘ไทยเบฟ’
ผู้สนใจร่วมงานกับไทยเบฟ ดร.เอกพล บอกว่า คีย์สำคัญที่ต้องมี เรียกว่าเป็นดีเอ็นเอเฉพาะเลยก็ว่าได้ คือ ต้องเป็นคนชอบทำงาน สนุกกับการทำงาน เพราะไทยเบฟเป็นบริษัทที่ชื่นชมคนทำงานหนัก นอกจากนี้ ไทยเบฟยังชอบการขยายความสัมพันธ์ อยากมีพันธมิตรที่ดี จึงมองหาคนที่มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ คือ การมองหาคนที่มีจิตสาธารณะ ชอบทำงานเพื่อส่วนรวม เพราะไทยเบฟเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อส่วนรวมและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนอยู่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสกัดมาจากพันธกิจ ‘สร้างสรรค์ และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต’ ทั้งสิ้น
ปัจจุบัน ไทยเบฟมีพนักงานกว่า 61,000 คน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับพนักงานในองค์กร ดร.เอกพล มองว่า Growth Mindset หรือกรอบความคิดแบบเติบโต เป็นสิ่งสำคัญ หากสามารถปลูกฝังให้ทั้ง 6 หมื่นชีวิตมี Growth Mindset ได้จะยอดเยี่ยมมาก
นอกจากนี้ยังมี Transformation Mindset กรอบความคิดยินดีที่จะเปลี่ยน และ Expansionist Mindset กรอบความคิดกระหายที่จะเติบโต ที่มองว่าหากสามารถปลูกฝังแนวความคิดทั้งสองแบบให้คนในองค์กรได้มากขึ้น จะสามารถพัฒนาคน เพื่อนำสู่การพัฒนาองค์กรได้ตามที่ไทยเบฟมุ่งหวัง
ที่ผ่านมา ไทยเบฟทุ่มงบร่วม 300 ล้านบาทต่อปี ในการพัฒนาคน ประกอบไปด้วยโปรเจกต์นับร้อย และเทรนนิ่งต่างๆ กว่า 900 คอร์ส ที่มีความหลากหลาย มุ่งสนับสนุนบุคลากรในองค์กรให้เติบโตอย่างแท้จริง
ด้วยแนวทางการบริหารบุคลากร ภายใต้พันธกิจและเป้าหมายของไทยเบฟ มั่นใจได้ว่าการขับเคลื่อนสู่ PASSION 2025 เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มที่มั่นคงและยั่งยืนในระดับอาเซียน อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

