กรมการขนส่งทางบก ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี ความปลอดภัยเพื่อประชาชน

29.12.22 | 08:00 น.

ปัจจุบันการใช้รถใช้ถนนในชีวิตประจำวันของประชาชนต้องการความปลอดภัยในการเดินทางและในขณะเดียวกันควรมีการกำกับดูแลให้เกิดความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกรมการขนส่งทางบก ได้ดำเนินการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อให้บริการอำนวยความความสะดวกกับประชาชนและกำกับควบคุมการคมนาคมและขนส่งให้เป็นไปด้วยความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนทำให้เกิดความสูญเสียและส่งผลกระทบต่อประชาชนคนเดินทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการควบคุมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจึงเป็น สิ่งจำเป็นแต่ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้กรมฯ ต้องพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อให้บริการประชาชน

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ผู้คนออกไปไหนไม่ได้ ต้องเว้นระยะห่าง กรมฯ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของประชาชนที่เปลี่ยนไปซึ่งเทคโนโลยีแต่ละนวัตกรรมที่กรมฯ คิดค้นขึ้นมาก็มาช่วยลดขั้นตอน ลดความยุ่งยาก เสริมความปลอดภัยและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ลดการทำงานของเจ้าหน้าที่

ในด้านเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย กรมฯ ได้มีระบบติดตามการเดินรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือระบบ GPS เพื่อติดตามและกำกับดูแลพฤติกรรมผู้ขับขี่ให้อยู่ในเส้นทางและควบคุมความเร็วไม่ให้เกินที่กฎหมายกำหนด มาติดตั้งกับรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก เช่น รถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถแท็กซี่ รถตู้โดยสารและรถโดยสารประเภทอื่นๆ กว่า 500,000 คัน ทั่วประเทศ นอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ผู้ประกอบการรวมถึงประชาชนก็สามารถติดตามพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถผ่านแอปพลิเคชัน  DLT GPS ได้เช่นกัน หากพบผู้ขับรถโดยสารขับรถเร็ว หรือ หวาดเสียว สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1584

Advertisement

“การทำงานของระบบติดตามการเดินรถเมื่อคนขับรูดใบขับขี่ที่เครื่องอ่านในรถ เพื่อเข้าระบบ GPS จะส่งสัญญาณไปที่ vendor กล่อง GPS ก็จะยิงสัญญาณมาที่ศูนย์ GPS และมาขึ้นที่จอแสดงผลของกรมฯ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยกำกับตรวจดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีสัญลักษณ์โชว์ความเร็วของรถคันนั้นให้ได้ทราบ หากเกินกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่กฎหมายกำหนดในจอแสดงผลจากที่เห็นเป็นสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ว่า รถคันนั้นเป็นรถประเภทใด

ใครเป็นผู้ประกอบการ ใครเป็นคนขับรถทำให้ที่ผ่านมาผู้ขับรถกระทำผิดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน ซึ่งผู้ขับรถจะรู้แล้วว่าขับเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่ได้ เพราะว่ามีคนคอยกำกับดูแลอยู่”

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ปัจจุบันรถเมล์ EV รูปทรงทันสมัย ติดตั้งระบบปรับอากาศและระบบฆ่าเชื้อที่เริ่มให้บริการประชาชน เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมและการอำนวยความสะดวกที่กรมการขนส่งทางบกตั้งเป้าดำเนินการปฏิรูปรถเมล์ในกรุงเทพมหานคร ตามนโยบายของท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีการปรับเส้นทางการเดินรถไม่ให้ทับซ้อน จนเกิดเหตุใช้ความเร็วแย่งผู้โดยสาร เฉี่ยวชน หรือนำรถเมล์เก่าที่มีอายุการใช้งานมาเป็นเวลานานมาวิ่งให้บริการเหมือนในอดีต โดยได้นำเอาเส้นทางที่ไม่มีผู้ประกอบการหรือเส้นทางที่ใบอนุญาตหมดอายุแล้ว มาประกาศรับคำขอใบอนุญาตประกอบการเดินรถให้กับผู้ที่สนใจยื่นคำขอรับใบอนุญาตมา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า จะต้องนำรถใหม่มาวิ่งเป็นรถที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อปัญหา PM 2.5 มีระบบบริการที่ดี มีระบบ AI มากำกับการเดินรถต่างๆ มีราคาค่าโดยสารที่มีความคุ้มค่าเพื่อให้เกิดความสะดวกความปลอดภัยและบริการที่ดีแก่ประชาชน ทั้งหมด 1,250 คัน และจะขยายให้ครอบคลุม 239 เส้นทางในอนาคต

ในด้านการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน การเดินทางมาติดต่อเพื่อรับบริการของประชาชนเป็นสิ่งที่ทางกรมการขนส่งทางบกต้องการให้เกิดน้อยที่สุด เว้นการติดต่อที่เป็นนิติกรรมตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นจึงได้ปรับและพัฒนาระบบให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เช่น การต่อใบอนุญาตขับขี่ จากเดิมกำหนดให้ต้องเดินทางมารับการอบรมที่สำนักงานขนส่งก็ปรับเป็นการอบรมทางออนไลน์ หรือ E-learning แล้วนำผลการอบรมมาต่อใบขับขี่ได้ตามเวลาและสำนักงานขนส่งที่จองผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue นอกจากนั้นการพกพาใบขับขี่ที่หลายคนอาจจะลืมหยิบติดตัว กรมฯ ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน DLT QR  License ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลใบขับขี่ดิจิทัลของผู้เป็นเจ้าของได้ นอกจากใช้ยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก แล้ว ภายในแอปยังแสดงข้อมูลส่วนตัวเพื่อรับการช่วยเหลือหากเกิดอุบัติเหตุ และในอนาคตมีการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินำข้อมูลเรื่องการตัดแต้มเข้ามาแสดงให้ประชาชนได้รับทราบด้วย

สำหรับการชำระภาษีรถประจำปีที่กรมฯ ได้จัดเตรียมช่องทางหลากหลายให้ประชาชนได้ใช้บริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว “ท่านที่ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนักงานขนส่งสามารถใช้วิธีเสียภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์  http://eservice.dlt.go.th/ หรือ แอปพลิเคชัน DLT Vehicle Tax ซึ่งสามารถเลือกรับเครื่องหมายการเสียภาษีได้ 2 วิธี คือส่งไปให้ที่บ้านภายใน 5 วันทำการ หรือหากภาษีจะสิ้นอายุแล้วสามารถนำ QR Code จากแอปฯ มาสแกนและรับเครื่องหมายการเสียภาษีที่ตู้รับชำระภาษีรถประจำปีอัตโนมัติ หรือ ตู้ Kiosk ที่สำนักงานขนส่งพื้นที่ 1 – 5 ไปติดรถได้เลยครับ แต่ถ้าท่านขับรถมาสามารถขับรถเข้าไปใช้บริการที่ช่อง เลื่อนล้อต่อภาษี หรือ Drive Thru for Tax ณ สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ โดยเตรียมเอกสารให้พร้อม สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี จักรยานยนต์อายุเกิน 5 ปี ต้องนำรถเข้ารับการตรวจสภาพที่ ตรอ. ก่อน พร้อมด้วย พ.ร.บ.ที่ยังไม่สิ้นอายุสามารถต่อภาษีรถได้ทันทีใช้เวลาเฉลี่ย 1 นาทีครึ่ง ก็จะได้เครื่องหมายเสียภาษีกลับบ้านไปเลยครับ” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าว