ชีวิตติดลบของ ‘อดีตนักโทษ’ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี อุปสรรคหลังกำแพงกั้นโอกาส

17.01.23 | 11:34 น.

สถิติผู้ติดเชื้อเอชไอวี ปี 2564 จากศูนย์รวมข้อมูลสารสนเทศด้านเอชไอวีของประเทศไทย พบว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ประมาณ 520,000 คน โดยผู้ติดเชื้อจำนวน 447,000 คนกำลังรับยาต้านไวรัส และในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,500 คน นอกจากนั้น การสำรวจข้อมูลสุขภาพประชาชนไทย ระหว่างปี 2562 ถึง 2563 พบผู้ให้ข้อมูลกว่า 48.6% ยังมีทัศนคติเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่

กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีจึงนับว่าเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคการใช้ชีวิตในสังคม เช่นเดียวกับ ‘กลุ่มผู้พ้นโทษ’ ที่แม้จะได้ชดใช้ความผิดไปแล้ว ภายหลังจากที่พวกเขาพ้นจากเรือนจำ กลับยังมีกำแพงอีกชั้นที่ติดตามพวกเขาไปทุกที่ อย่างการเผชิญกับความยากลำบากในการกลับมาใช้ชีวิตปกติ โดยไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมเช่นคนกลุ่มอื่น ๆ

เพื่อทำความเข้าใจและรับรู้ถึงอุปสรรคในชีวิตของพวกเขาให้มากยิ่งขึ้น สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ จึงสร้างรายการที่มีชื่อว่า The Second Wall [กำแพงที่ 2] ในรูปแบบพอดแคสต์ เปิดพื้นที่ให้กับผู้พ้นโทษ ครอบครัว และกลุ่มคนที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือ ได้สื่อสารกับสังคม บอกเล่าแก่นชีวิตของพวกเขา รวมทั้งบอกกล่าวความจริงอีกด้าน ถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาส่วนหนึ่งไม่สามารถก้าวพ้นวังวนเดิมๆ ได้

ดังเรื่องราวชีวิตของ ‘โอ๋’ (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี ผู้มีประวัติต้องคดียาเสพติด เคยเป็นทั้งผู้พ้นโทษ เป็น LGBTQ+ ซ้ำยังติดเชื้อเอชไอวี บุคคลที่ต้องต่อสู้กับความไม่แน่นอนและอุปสรรคอันเปรียบเสมือนกำแพงหลายชั้นในชีวิต เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติและยืนได้ในสังคม

สาเหตุของการต้องคดี โอ๋เล่าว่าช่วงนั้นได้ลองโหลดแอปพลิเคชันหนึ่งมาเพื่อพูดคุยกับเพื่อนบนโลกออนไลน์ เมื่อคุยได้สักระยะรู้สึกไว้ใจจึงนัดเจอกัน วันหนึ่งอีกฝ่ายสั่งของทางออนไลน์และวานให้โอ๋ลงไปรับ โดยที่ไม่ทราบมาก่อนว่าด้านในคือ ‘ยาเสพติด’

Advertisement

วันแรกที่ก้าวขาเข้าไปอยู่ในเรือนจำ โอ๋ยอมรับว่าเครียดมาก ด้วยการปฏิบัติตัวที่แตกต่างจากด้านนอกอย่างสิ้นเชิง ขึ้นชื่อว่าคุกไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามความต้องการ ส่วนเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีนั้น โอ๋ตรวจพบตั้งแต่ก่อนเข้าเรือนจำ ซึ่งร่างกายยังแข็งแรงแต่จำเป็นต้องทานยาทุกวัน ด้วยความที่เป็น LGBTQ+ และมีโรคติดต่อ โอ๋ต้องย้ายไปอยู่แดนพยาบาล เมื่ออยู่ครบสามเดือน ก็ได้จำแนกไปอยู่แดนตัดเย็บที่ตัวเองมีพื้นฐานอยู่บ้าง

แม้จะได้รับอิสรภาพ พ้นโทษออกจากเรือนจำมา แต่เรื่องราวชีวิตไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด โอ๋เล่าต่อว่า ถึงจะออกมาแล้วแต่ก็ติดประวัติว่าเคยต้องคดี เปรียบกับผ้าขาวที่โดนสีดำ แม้จะซักยังไงก็ไม่หาย โดยหลังออกมาได้ตระเวนสมัครงานหลายแห่ง จนรู้สึกท้อ เพราะแทบทุกที่ในท้ายใบสมัครจะมีคำถามที่ว่า ‘ท่านเคยต้องคดีอาญามาหรือไม่’ ทำให้โอ๋ไม่เคยได้งานเพราะติดปัญหาดังกล่าว

สองข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคให้โอ๋รู้สึกท้อ คือ เคยต้องคดีอาญา และมีโรคประจำตัว ที่บริษัทส่วนมากยังไม่เปิดโอกาสตรงนี้ ทำให้โอ๋ไม่มีรายได้ ต้องเคว้งอยู่กว่า 3 เดือน และด้วยความที่มีอาชีพทำอาหารก่อนต้องคดี โอ๋ได้เจอกับร้านอาหารแห่งหนึ่งที่กำลังต้องการคน จึงตัดสินใจเดินเข้าไปถาม โดยร้านไม่มีการตรวจประวัติอาชญากรรม นับเป็นการผ่านด่านแรกให้โอ๋ได้มีงานทำหลังจากพ้นโทษ

โอ๋เล่าความรู้สึกว่า ทั้งดีใจและโล่งมากที่มีคนรับเข้าทำงาน แต่ชีวิตกลับไม่ง่ายขนาดนั้น เมื่อทำงานเข้าเดือนที่ 6 ร้านอาหารจะให้ตรวจสุขภาพ ซึ่งตอนนั้นโอ๋รู้ตัวดีว่าถ้าตรวจสุขภาพ ตัวเองไม่ผ่านแน่นอน เพราะเป็นโรคต้องห้ามของคนที่ทำงานร้านอาหาร ด้วยความกังวลจึงตัดสินใจลาออก หลังจากนั้นได้มาทำร้านอาหารที่สอง ผ่านการชักชวนของรุ่นน้อง แต่ก็ยังไม่มีใครทราบทั้งสองข้อจำกัดที่มี โอ๋เองก็ทำใจไว้ล่วงหน้า และเมื่อทำได้สามเดือนก็เป็นช่วงที่โควิดระบาดพอดี ทำให้ร้านต้องปิด

ปัจจุบันแม้โอ๋จะได้งานใหม่ เป็นร้านอาหารตามเดิม แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่ เนื่องจากทางร้านเลือกให้พนักงานตรวจสุขภาพตามความสมัครใจ โดยโอ๋ใช้สิทธิเลือกที่จะไม่ตรวจ

“เราก็ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่แบบระแวงอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ถ้าถามว่าต้องเตรียมตัวรับมือกับมันยังไง อันดับแรกเลย คิดว่าเราต้องมีสติก่อน ด้วยความที่เจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายรอบแล้ว อย่างน้อยก็มีสติว่าต้องทำอะไรยังไงต่อไป สองคือต้องหางานสำรองไว้ เพราะไม่รู้ว่าจะโดนแจ็กพอตวันไหน

“บางคนไม่มีหนทาง ไม่มีทางเลือก ถ้าไม่มีโรคประจำตัวยังพอไปได้ แต่คนที่มีโรคประจำตัวอย่างเรามันยากนะ เหมือนคูณสอง”

โอ๋ฝากทิ้งท้ายว่า การเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถ้าเป็นคนที่รักษาตัวเองดี ดูแลสุขภาพดี กินยาครบตรงเวลา ออกกำลังกาย ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้นานเหมือนคนปกติ นอกจากนี้ กำลังใจสำคัญที่ทำให้โอ๋ไม่ท้อ คือ ครอบครัว ทุกวันนี้จึงมีความคิดว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ครอบครัวมีความสุข ตัวเองมีความสุข และพยายามไม่เครียดกับชีวิต

ทั้งนี้ จากข้อมูลการตรวจสุขภาพของผู้สัมผัสอาหาร ของกรมอนามัย สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำระบุชัดเจนถึงโรคหลัก 9 โรคที่ต้องหลีกเลี่ยงในการสัมผัสอาหาร โดยในที่นี้ไม่มีข้อห้ามของโรคติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่ผลเลือดเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะบอกหรือไม่บอกใครก็ได้ และหากบริษัทใดแอบตรวจเลือดพนักงานหรือนำผลเชื้อเอชไอวีไปเผยแพร่ ผู้ป่วยสามารถร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

เห็นได้ว่าอุปสรรคที่ทั้งกลุ่มผู้พ้นโทษและกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องเผชิญ ล้วนปิดกั้นโอกาสในการกลับไปใช้ชีวิตปกติตามที่ตั้งใจ โดยหวังว่า รายการ The Second Wall [กำแพงที่ 2] จะเป็นเสียงสะท้อนส่งต่อไปยังสังคม ให้เข้าใจและร่วมรับฟังเสียงของพวกเขา เพื่อทลายกำแพงให้ชีวิตใหม่ได้เริ่มต้น

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามฟังเรื่องราวจากชีวิตจริงของพวกเขาได้ในรายการ The Second Wall [กำแพงที่ 2] ผ่าน Podcast Apps ทั้ง SoundCloud, Podbean, Spotify, Google Podcasts, Apple Podcasts และ YouTube ‘TIJ Just Right Channel’