แหล่งก๊าซแปลง G2/61 ช่วยลดต้นทุนผลิตไฟฟ้า

13.03.23 | 10:03 น.

ผ่านพ้นไปด้วยดีสำหรับการเปลี่ยนผ่านการดำเนินงานของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช จากระบบสัมปทานสู่ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต โดยในระหว่างคืนวันที่ 7 มีนาคม 2566 ต่อเนื่องถึงวันที่ 8 มีนาคม 2566 สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องทันทีทุกขั้นตอนแบบไร้รอยต่อ และคาดว่าจะสามารถเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติให้มากกว่าเป้าหมาย เพื่อชดเชยปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ลดลงของแปลง G1/61 (แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณเดิม)

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ร่วมเตรียมความพร้อม รองรับการดำเนินงานช่วงเปลี่ยนผ่านของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช (แปลง G2/61) โดยได้มีการตรวจติดตามสภาพความแข็งแรง ปลอดภัยของสิ่งติดตั้งและทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียมของแปลง G2/61 รวมทั้งได้จัดตั้งวอร์รูม (War Room) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน สำหรับรองรับการบริหารจัดการสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านในลักษณะบูรณาการ ซึ่งสามารถดำเนินการทุกอย่าง ทุกขั้นตอนได้สำเร็จลุล่วงด้วยดี สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง

ไฮไลท์ของการก้าวเข้าสู่การดำเนินงานภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต มิใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ที่ภาครัฐจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็น ค่าภาคหลวง หรือส่วนแบ่งของผลผลิตปิโตรเลียมหลังหักค่าใช้จ่าย หรือภาษีเงินได้ปิโตรเลียม แต่หากเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในเรื่องของค่าไฟฟ้าต่างหาก

โดยนายสราวุธได้ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป การสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติแปลง G2/61 ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต จะทำให้ก๊าซธรรมชาติที่ได้มีราคาปรับลดลงประมาณ 107-152 บาทต่อล้านบีทียู (ปรับจาก 279 – 324 บาทต่อล้านบีทียู ลดลงเหลือ 172 บาทต่อล้านบีทียู) และหากประเมินจากราคาที่ปรับลดลง นับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันแรกของสัญญาแบ่งปันผลผลิตไปจนถึง ธันวาคม 2566 ราคาก๊าซจะปรับลดลงรวมมูลค่าประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ามีราคาลดลง ช่วยลดผลกระทบเกี่ยวกับราคาค่าไฟฟ้าของประชาชนได้

และยังมีอีกไฮไลท์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันไม่ไกลนัก เพราะตัวเลขราคาก๊าซที่ลดลงประมาณ 20,000 ล้านบาทนี้ เกิดขึ้นจากก๊าซธรรมชาติที่ได้จากการผลิตจากแหล่ง G2/61 เพียงแหล่งเดียวเท่านั้น แต่ประเทศไทยยังมีแปลง G1/61 (แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณเดิม) ที่ได้เปลี่ยนจากระบบสัมปทานไปเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตตั้งแต่เมษายน 2565 ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งหากสามารถกลับมาผลิตก๊าซธรรมชาติได้เต็มกำลังอีกครั้ง จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงไปด้วย โดยคาดว่าภายในเดือนเมษายน 2567 แปลง G1/61 จะสามารถกลับมาผลิตได้ตามแผนคือ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

Advertisement

และล่าสุดข่าวดีอีกข่าวของวงการพลังงานก็คือ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ ผลการประมูลในการยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย ครั้งที่ 24  โดยบริษัท ปตท.สผ. อีดี เป็นผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/65 และ G3/65 ขนาดพื้นที่รวม 20,133.87 ตารางกิโลเมตร และอนุมัติให้บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65 ขนาดพื้นที่ 15,030.14 ตารางกิโลเมตร

การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยทั้ง 3 แปลงนี้ นอกจากจะช่วยบรรเทาวิกฤติพลังงาน ลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแล้ว ยังจะช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้แก่ท้องถิ่น รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยจะก่อให้เกิดการลงทุนสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมภายในประเทศตลอดช่วงระยะเวลาสำรวจปิโตรเลียม 6 ปี รวมทั้งได้รับผลประโยชน์พิเศษในรูปแบบของค่าตอบแทนการลงนาม เงินอุดหนุนเพื่อการพัฒนาปิโตรเลียมในประเทศไทย และอื่น ๆ และหากสามารถพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมได้ในเชิงพาณิชย์ ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐในรูปแบบของค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และส่วนแบ่งจากปิโตรเลียมที่เป็นกำไรอีกด้วย