นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. เปิดเผยถึงรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SME Sentiment Index: SMESI) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่าอยู่ที่ระดับ 54.4 เพิ่มขึ้นจาก 53.9 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนภาคบริการและค้าปลีกจากกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนเริ่มกลับเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคใต้ กรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้น
“องค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลให้ค่าดัชนี SMESI เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น ได้แก่ ต้นทุน กำไร การจ้างงาน คำสั่งซื้อโดยรวมและการลงทุน ซึ่งมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 39.2 59.7 50.7 63.9 และ 53.9 จากระดับ 38.0 58.8 50.0 63.4 และ 53.6 ตามลำดับ ขณะที่องค์ประกอบด้านปริมาณการผลิต/การค้า/การบริการ ชะลอตัวลงจากเดือนก่อน อยู่ที่ระดับ 58.8 จาก 59.5 โดยเกือบทุกองค์ประกอบค่าดัชนีอยู่สูงกว่าค่าฐานที่ 50 ค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในแต่ละองค์ประกอบในระดับที่ดี มีเพียงด้านต้นทุนที่แม้จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 แต่เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น”
ผู้อำนวยการ สสว. ยังได้กล่าวอีกว่า เมื่อพิจารณารายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการบริการ มีค่าดัชนี SMESI เพิ่มขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 57.1 จาก 54.4 ในภาพรวมขยายตัวเพิ่มขึ้นจากภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รองลงมาคือ ภาคธุรกิจการเกษตร อยู่ที่ 54.0 จาก 52.1 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ยที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงราคาสินค้าเกษตรที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีผลประกอบการที่ดีขึ้น ภาคการค้า อยู่ที่ 53.3 จาก 53.4 ภาพรวมภาคการค้าทรงตัว เมื่อพิจารณารายธุรกิจ พบว่า ธุรกิจโมเดิร์นเทรดได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยว ส่วนการค้าส่งชะลอตัวลงมีผลให้ลดการสต็อกสินค้าเนื่องจากต้นทุนสินค้าและค่าขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง
ส่วนภาคการผลิต อยู่ที่ 52.2 จาก 53.8 ชะลอตัวลงจากราคาต้นทุนสินค้า ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงรวมถึงยอดขายที่ชะลอตัวลง ทำให้ภาพรวมภาคการผลิตดัชนีความเชื่อมั่นลดลง แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มการผลิตไม้และโลหะยังขยายตัวจากความต้องการทำป้ายโดยเฉพาะป้ายหาเสียงที่เตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
“สำหรับดัชนี SMESI รายภูมิภาคของเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกภูมิภาค และยังคงอยู่ในระดับเกินค่าฐานที่ 50 โดยภูมิภาคที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือ อยู่ที่ 57.8 จาก 56.0 เป็นผลมาจากเศรษฐกิจในพื้นที่ขยายตัวชัดเจนทั้งจากการผลิต การค้า รวมถึงการบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้รับกำลังซื้อเพิ่มเติมจากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับเข้ามาในพื้นที่ ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำบินตรงจากจีนมาเชียงใหม่เพิ่มมากขึ้น รองลงมาคือ ภาคใต้ อยู่ที่ 57.7 จาก 56.3 จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้เคียงระดับก่อนการระบาดของโควิด เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน รวมถึงการเริ่มเข้ามาของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน”
อย่างไรก็ตาม จากต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าในพื้นที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว ภาคกลางอยู่ที่ 54.2 จาก 53.0 เศรษฐกิจในพื้นที่ขยายตัวโดยเฉพาะภาคการผลิตและภาคการบริการ ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มประเภทบริโภคที่ร้าน รวมถึงซื้ออาหารเป็นของฝาก ที่ได้รับอานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยว
นอกจากนี้กลุ่มสันทนาการในกลุ่มความบันเทิง ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 53.3 จาก 2.8 ภาคการบริการยังคงปรับตัวดีขึ้น โดยได้กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวจีน อย่างไรก็ตามการปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้นตามสถานการณ์ต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบกับยอดขายในภาพรวมของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและภาคการค้า ภาคตะวันออก อยู่ที่ 52.1 จาก 52.0 ภาพรวมการลงทุนในพื้นที่ทรงตัว โดยเฉพาะกับภาคการค้าและภาคการบริการ โดยภาคการค้าเริ่มมีการเพิ่มสาขาใหม่เป็นรูปแบบรถเข็นหรือคีออสค์ในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยว ขณะที่ภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเป็นการลงทุนเพิ่มเติมในอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการบริการ
สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 52.4 จาก 53.4 ปรับตัวลดลง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พึ่งพากำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อย จึงไม่ค่อยได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจการเกษตรยังขยายตัวได้ดีจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นและราคาปุ๋ยมีแนวโน้มลดลง
ทั้งนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ พบว่าการฟื้นตัวของธุรกิจที่ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น ผู้ประกอบการ SME ต้องการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐโดยความช่วยเหลือที่ต้องการมากที่สุด คือ ด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย ในรูปแบบของการควบคุมราคาสินค้า/วัตถุดิบ รองลงมาคือ ด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยต้องการให้ขยายโครงการกระตุ้นกำลังซื้อที่เคยดำเนินการแล้วอีกครั้ง อาทิ โครงการเราชนะ โครงการคนละครึ่ง เป็นต้น ด้านการตลาด ต้องการให้ส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ส่งเสริมความรู้ในการทำการตลาด และการยกระดับผลิตภัณฑ์ เป็นต้น


