กรมชลประทาน เปิดโครงการศึกษาปรับปรุงชลประทานขนาดกลางทั่วเมืองน่าน มุ่งแก้ทุกข์ขาดแคลนน้ำ – อุทกภัย

7.04.23 | 09:44 น.

กรมชลประทาน เปิดโครงการศึกษาปรับปรุงชลประทานขนาดกลางทั่วเมืองน่าน   มุ่งแก้ทุกข์ขาดแคลนน้ำ – อุทกภัยอย่างยั่งยืน  กำหนด 2 เม.ย.67 แล้วเสร็จ

ด้วยโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดน่าน ได้ดำเนินการก่อสร้าง และบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มาเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้อาคารหัวงาน ระบบชลประทาน และระบบระบายน้ำของโครงการฯ อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม แม้จะได้บำรุงรักษามาโดยตลอดเวลา อีกทั้งสภาพความต้องการใช้น้ำ ทั้งเพื่อเกษตรกรรม และในภาคส่วนอื่น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป  ทั้งเพื่อการอุปโภค – บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ปัญหาน้ำท่วม เป็นต้น ทำให้อาคารหัวงานของโครงการเดิม ไม่สามารถรองรับ และแก้ไขปัญหาได้ จำเป็นต้องศึกษาความเหมาะสม เพื่อพิจารณาปรับปรุงโครงการขนาดกลางในเขตจังหวัดน่าน ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้พิจารณาแล้วเห็นควรให้มีการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดกลางในเขตจังหวัดน่าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการฯ  จากขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสมโครงการที่ทำไว้เดิม เพื่อให้ตอบสนองต่อบทบาทของโครงการที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และปัญหาอุทกภัย ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการรวม 450 วัน และได้เริ่มปฏิบัติงานมาตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา และมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 2 เม.ย. 2567

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อไปว่า สำหรับขอบเขตพื้นที่ศึกษาครอบคลุมพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการฯ ในลุ่มน้ำน่าน และลุ่มน้ำยม ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการชลประทานขนาดกลางรวม 12 โครงการ ใน 8 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเวียงสา ได้แก่ ฝายฝา, อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำฮิ, อ่างเก็บน้ำห้วยชื่น พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอเมือง ได้แก่ ฝายสมุน อำเภอปัว ได้แก่ ฝายน้ำย่าง, ฝายน้ำปัว  อำเภอเชียงคาน ได้แก่ ฝายน้ำกอน อำเภอภูเพียง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยแฮต อำเภอสันติสุข ได้แก่ อ่างเก็บน้ำน้ำพง, อำเภอนาน้อย ได้แก่ อ่างเก็บน้ำน้ำแหง อำเภอท่าวังผา ได้แก่ อ่างเก็บน้ำน้ำริม พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, ฝายน้ำยาว พร้อมระบบส่งน้ำ รวมปริมาณน้ำกักเก็บ 31.42 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 60,482 ไร่

Advertisement

“ ส่วนขอบเขตการศึกษา จะเน้นใน 5 ด้าน อาทิ การศึกษาแผนหลักการพัฒนา โดยจัดทำแผนหลักการพัฒนาหรือปรับปรุง และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นแหล่งน้ำให้กับพื้นที่ของโครงการ รวมถึงให้เกิดประสิทธิผลในการบรรเทาปัญหาด้านทรัพยากรน้ำที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน สภาพการใช้ที่ดินในปัจจุบัน และอนาคต รวมถึงสภาพแวดล้อม และยุทธศาสตร์การพัฒนา อีกทั้งยังมีการประเมิน และศึกษาความเหมาะสม โดยศึกษาทางเลือกของโครงการและเหตุผลประกอบ โดยเสนอทางเลือกการพัฒนาโครงการ ได้แก่ ประเภทการพัฒนาที่เหมาะสม รวมทั้งสรุปข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก และเหตุผลประกอบการตัดสินใจ ทั้งทางด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการพัฒนาโครงการ และต้องระบุทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะดำเนินโครงการพร้อมแสดงเหตุผลและความจำเป็นประกอบ เมื่อได้ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้วต้องศึกษาให้ครอบคลุมทั้ง ที่ตั้งหัวงานที่เหมาะสม ปริมาณน้ำเก็บกัก การพัฒนา ระบบไฟฟ้าพลังน้ำ แหล่งวัสดุก่อสร้าง ผลกระทบด้านแผ่นดินไหวต่อโครงการ พื้นที่ชลประทาน ระบบระบายน้ำ อย่างน้อย 6 โครงการ  เป็นต้น”อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว