นับวันภาวะน้ำแล้งของประเทศไทยยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนหรือพื้นที่นอกเขตชลประทาน ผลที่ตามมานอกจากจะขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคแล้ว ยังสร้างความเสียหายอย่างมากต่อพืชผลทางการเกษตร
ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ได้หาทางช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนงบประมาณในการป้องกันและบรรเทาภาวะน้ำแล้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วง

นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวถึงพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานคิดเป็นร้อยละ 70 ของพื้นที่การเกษตรในประเทศ 117 ล้านไร่ อาศัยปริมาณน้ำต้นทุนจากฝน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำจากสภาวะฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณน้ำฝนสะสมน้อยกว่าค่าปกติ อีกทั้งลักษณะพื้นที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาระบบกระจายน้ำ
“เมื่อแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่นอกเขตชลประทานเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่มีความสำคัญ เป็นน้ำกิน น้ำใช้ ภาครัฐจึงต้องมีข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาที่ทันสมัย เพื่อใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต และเพื่อป้องกันบรรเทาภาวะน้ำแล้ง”
นายพงศ์พัฒน์ เสมอคำ ผู้อำนวยการกองวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำ กล่าวเสริมถึงการดำเนินงานพัฒนาระบบวิเคราะห์และประเมินปริมาณน้ำต้นทุนของแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน โดยนำแนวความคิดด้านการจัดทำบัญชีน้ำ และการรายงานระดับน้ำและปริมาณน้ำมาประยุกต์ใช้กับแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน เพื่อวิเคราะห์และประเมินปริมาณน้ำในปัจจุบัน ตลอดจนคาดการณ์ปริมาณน้ำในอนาคต เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเชิงวิชาการเพิ่มเติมจาก นายสุประภาพ พัฒน์สิงหเสนีย์ ผู้อำนวยการศูนย์เมขลา เกี่ยวกับการกำหนดเกณฑ์วิกฤติน้ำ โดยมีการสำรวจ วิเคราะห์ คัดเลือกแหล่งน้ำที่มีศักยภาพและเหมาะสมที่จะใช้เป็นตัวแทนของแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ จากนั้นจึงลงพื้นที่สำรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลระหว่างระดับน้ำและปริมาณการไหล หรือโค้งปริมาณน้ำ (Rating Curve) ณ ตำแหน่งจุดทางออก และกำหนดเกณฑ์วิกฤติน้ำของแหล่งน้ำ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำ และลดผลกระทบจากภัยพิบัติด้านทรัพยากรน้ำ
“สำหรับวิกฤติน้ำของแหล่งน้ำแบ่งเกณฑ์ออกเป็น 5 ช่วง 4 ระดับ ได้แก่ ช่วงวิกฤติน้ำมาก ช่วงเฝ้าระวังน้ำมาก ช่วงปกติ ช่วงเฝ้าระวังน้ำน้อย และช่วงวิกฤติน้ำน้อย ทั้งนี้ กรมได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยการประชาสัมพันธ์โครงการ รับฟังข้อเสนอแนะ การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน แนวทางการแก้ไขปัญหา การดำรงชีวิต การเกษตร และกิจกรรมการใช้น้ำพร้อมทั้ง ให้ตัวแทนในพื้นที่รายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำ นำเสนอผ่าน Web Application และ Mobile Application ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือรายงานสถานการณ์น้ำโดยภาคประชาชน”
ระบบวิเคราะห์และประเมินน้ำต้นทุนในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน ทำให้รับรู้ถึงปริมาณน้ำใช้การ ปริมาณน้ำระบายออกของแหล่งน้ำในพื้นที่ สถานการณ์น้ำในพื้นที่ ช่วยพยากรณ์พื้นที่เสี่ยงภาวะน้ำแล้งในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน และใช้ประโยชน์ในการติดตามสถานการณ์น้ำ รวมทั้งเป็นแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาภาวะน้ำแล้งในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน เพื่อนำมากำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติ ตอบโจทย์ความต้องการระดับชุมชนและระดับจังหวัด

จากการดำเนินงาน ได้มีการติดตั้งระบบตรวจวัดปริมาณน้ำเก็บกักในแหล่งน้ำขนาดเล็กจำนวน 138 แหล่งน้ำ 282 จุดตรวจวัด ประกอบด้วยพื้นที่ภาคเหนือ 30 แหล่งน้ำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 80 แหล่งน้ำ ภาคตะวันตก 28 แหล่งน้ำ ติดตั้งแผ่นวัดระดับน้ำและป้ายแสดงข้อมูลโครงการ บริเวณแหล่งน้ำและจุดน้ำออก เพื่อใช้ตรวจวัดระดับน้ำ และปริมาณน้ำ โดยให้ประชาชนในพื้นที่อ่านค่าระดับน้ำและรายงานผลผ่าน SRM-DWR พร้อมภาพถ่าย เพื่อนำไปรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผล เพื่อนำเสนอผ่านระบบรายงานปริมาณน้ำในแหล่งน้ำผ่าน http://srm-woc.dwr.go.th/
กรมทรัพยากรน้ำยังได้มีการบูรณาการข้อมูลภายในหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บนฐานข้อมูลของกองวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำ ที่มีระบบการจัดเก็บ รวบรวมข้อมูล รักษาความปลอดภัย สำรองข้อมูล พร้อมระบบประมวลผลและการนำเสนอเพื่อนำไปใช้งานในด้านต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

