หากท่านมีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร พร้อมที่จะดูแลด้วยความรักและความใส่ใจ แต่เนื่องด้วยประสบปัญหาผู้มีภาวะบุตรยาก อาจจะมาจากสาเหตุจากกรรมพันธุ์ โรคประจำตัว สุขภาพร่างกายจากการเสื่อมโทรมของอายุที่มากขึ้น การรักษาด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้วจึงเป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้ท่านหลุดพ้นจากปัญหาที่พบเจอ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับการทำเด็กหลอดแก้วกันเถอะ
มาทำความรู้จักกับเด็กหลอดแก้ว IVF คืออะไรกัน
เด็กหลอดแก้ว (In-Vitro Fertilization ) หรือที่ท่านรู้ในชื่อ ivf คือทางการแพทย์ที่ใช้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเด็กหลอดแก้วเกิดจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยรักษาคู่สมรสที่เป็นโรคภาวะมีบุตรยาก โดยใช้วิธีการปฏิสนธิภายนอกร่างกายจากการนำเซลล์สืบพันธ์ุของฝ่ายชาย – ฝ่ายหญิง นั้นก็คือการนำไข่กับอสุจิมาผสมกันภายในอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำการเพาะเลี้ยงเพื่อให้ตัวอ่อนเติบโตจนระยะ 5 วัน (Blastocyst) ทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงนำตัวอ่อนที่เพาะเข้าสู่ร่างกายฝ่ายหญิงโดยฝังไว้ที่โพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการฟักตัวและเข้าสู่กระบวนการตั้งครรภ์ต่อไป
เด็กหลอดแก้ว อันตรายไหม? โอกาสสำเร็จเท่าไหร่ ?
ด้านโอกาสสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้ว จะขึ้นอยู่กับอายุของฝ่ายหญิง เช่นหากฝ่ายหญิงมีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป โอกาสของตัวอ่อนที่สามารถเจริญเติบโตพร้อมรอดชีวิต จะมีน้อยกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปีนั้นเอง รวมถึงความพร้อมทางด้านร่างกายของฝ่ายหญิง เช่น การทำงานของรังไข่ การตอบสนองต่อการกระตุ้นในการตกไข่ ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของตัวอ่อน เป็นต้น โดยอัตราความสำเร็จจะอยู่ที่ประมาณ 60 – 70 % นั้นเอง
ด้านความเสี่ยงในการทำเด็กหลอดแก้วนั้น ในส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายฝ่ายหญิง ได้แก่ การกดดันตนเองจนเกิดความเครียด ส่งผลกระทบจนเกิดภาวะแท้งได้ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากกระบวนการเก็บไข่ รวมทั้งการตั้งครรภ์แฝดที่แฝงปัจจัยเสี่ยงมากมาย จนนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดก็เป็นได้
ทํากิ๊ฟ กับ หลอดแก้ว ต่างกันยังไง
การทำกิ๊ฟท์ (Gamete Intrafallopian Transfer : GIFT) คือการนำเทคโนโลยีที่ช่วยในการเจริญพันธุ์ ซึ่งดูดเอาไข่ที่ถูกกระตุ้นออกมาจากรังไข่ เพื่อมาผสมกับอสุจิที่ผ่านการคัดแล้ว จากนั้นจึงฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในท่อนำไข่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติแล้วตัวอ่อนจึงเคลื่อนตัวไปตามท่อรังไข่ พร้อมกับฝังตัวในโพรงมดลูก พร้อมเข้าสู่การตั้งครรภ์ต่อไป ซึ่งการทำกิ๊ฟท์มีโอกาสสำเร็จเพียง 20 %เท่านั้น โดยข้อเสียคือการผ่าหน้าท้องของคนไข้ หากทำไม่สำเร็จก็จำเป็นต้องทำการผ่าใหม่ต่อไป
ปัจจุบันเด็กหลอดแก้วจึงเป็นการรักษาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด โดยการนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการทำแบบกิ๊ฟท์ แต่เนื่องจากต้องใช้เครื่องมือพร้อมห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย จึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงตามมาด้วยนั้นเอง
การทำเด็กหลอดแก้วเหมาะกับใคร
ปัจจัยที่ส่งผลในฝ่ายหญิง : จะเกิดในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งมีภาวะที่ผิดปกติในท่อนำไข่ที่อุดตัน – ตีบตัน มีช่วงการตกไข่ที่ผิดปกติ ทั้งยังมีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีพังผืดในบริเวณอุ้งเชิงกรานมาก บางท่านมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อภาวะมีบุตรยากจนต้องเพิ่งวิธีการทำ ivf เด็กหลอดแก้ว นั้นเอง
ปัจจัยที่ส่งผลในฝ่ายชาย : ส่วนใหญ่ที่พบเจอจะเป็นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของอสุจิ เช่นอสุจิที่มีจำนวนน้อย อสุจิไม่สามารถเคลื่อนที่ไปปฏิสนธิกับรังไข่ได้ บางท่านเป็นผู้ที่มีภาวะบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ จนต้องเพิ่งการทําอิ๊กซี่นั้นเอง
ควรย้ายตัวอ่อนในระยะใด
การย้ายตัวอ่อนจากการทำเด็กหลอดแก้วในระยะเวลาบลาสโดตซิสต์ (Blastocyst transfer)
การย้ายตัวอ่อนจากการทำเด็กหลอดแก้วในระยะเวลาบลาสโดตซิสต์ (Blastocyst transfer)
: ในระยะนี้เป็นการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนไว้ภายนอกร่างกายโดยให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตถึงระยะพร้อมฝังตัว ใช้เวลา 5 วันหลังการผสม ( Blastocyst ) แล้วจึงนำใส่กลับสู่โพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนได้ทำการฝังตัว พร้อมเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น
การย้ายตัวอ่อนจากการทำเด็กหลอดแก้วในระยะวันที่ 3 หลังการผสม ( day 3 transfer)
: เป็นวิธีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนนอกร่างกายจนตัวอ่อนมีการแบ่งเซลล์เป็น 6 – 8 เซลล์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 วันหลังจากการผสม แล้วจึงใส่กลับเข้าไปสู่โพรงมดลูก
การเตรียมตัวของพ่อแม่ก่อนทำเด็กหลอดแก้ว IVF
ข้อปฏิบัติตนสำหรับฝ่ายหญิง
- ตรวจร่างกายเพื่อทำการประเมินการรักษา พร้อมทั้งตรวจรังไข่ การประเมินปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในช่วงระหว่างมีประจำเดือน เพื่อประเมินการตอบสนองของรังไข่ต่อการกระตุ้นได้ดีหรือไม่ รวมทั้งการอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ตรวจดูโพรงมดลูก โดยการส่องกล้อง Hysteroscopy เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการผสมตัวอ่อนด้วยวิธีทำเด็กหลอดแก้ว
- พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ งดแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ อย่างน้อย 3 เดือนก่อนเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ท่านควรบอกประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัวให้แก่แพทย์ที่ดูแลก่อนเข้ากระบวนการ เพื่อให้แพทย์ได้พิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการทำได้นั้นเอง
ข้อปฏิบัติตนสำหรับฝ่ายชาย
- สามารถออกกำลังตามปกติอย่างสม่ำเสมอโดยไม่หักโหม ทั้งไม่ควรสวมกางเกงชั้นในที่รัดแน่นเกินไป ควรงดการหลั่งอสุจิ 5 – 7 วันก่อนมาพบแพทย์ที่จะทำเด็กหลอดแก้ว รวมถึงงดการลงแช่น้ำอุ่น หรือซาวน่า
- ควรทำจิตใจให้สงบ ไม่ตึงเครียด และควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 3 เดือนก่อนเข้ารับการรักษา
วิธีทำเด็กหลอดแก้ว IVF

1. การเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการมีบุตรยาก
แพทย์ที่ดูแลในการทำเด็กหลอดแก้วจะแนะนำขั้นตอน ข้อควรรู้ในการเตรียมตัว รวมถึงการระมัดระวังปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่างๆของการรักษา เพื่อสามารถเตรียมตัว – วางแผนการรักษาในแต่ละบุคคล ท่านควรเข้าปรึกษาก่อนมีประจำเดือน
2. การเริ่มกระตุ้นไข่
- ทำการตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมน ร่วมกับตรวจอัลตร้าซาวด์ พร้อมทั้งฉีดฮอร์โมนซึ่งเป็นยากระตุ้นไข่ในช่วงระยะเวลาวันที่ 2 – 3 ของการมีประจำเดือน โดยต้องฉีดยาด้วยตนเองเป็นประจำในเวลาเดิมทุกวัน
- เมื่อฉีดกระตุ้นไข่แล้วแพทย์ที่ดูแลจะนัดตรวจอัลตร้าซาวด์ เพื่อดูการเจริญเติบโตของไข่ และตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนเป็นระยะๆ
- เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของไข่ ทางแพทย์ที่ดูแลจะทำการปรับยาที่ใช้เพื่อให้สามารถเกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยใช้เวลาประมาณ 10 – 12 วันเท่านั้น
3. ขั้นตอนการเก็บไข่ และการเก็บอสุจิ
ฝ่ายหญิง
- หลังจากการกระตุ้นไข่จนเกิดการเจริญเติบโตได้ในขนาดที่ต้องการแล้ว
- แพทย์จะทำการวางยาสลบ เพื่อระงับความปวดก่อนการเจาะเก็บไข่
- แพทย์ที่ดุแลจะทำการเจาะเก็บไข่จากรังไข่ โดยใช้เข็มดูดผ่านทางช่องคลอด โดยใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
ฝ่ายชาย : ทางแพทย์จะทำการเจ็บอสุจิ เพื่อนำมาคัดแยกเฉพาะอสุจิที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด เพื่อนำมาผสมกับไข่ในห้องทดลอง พร้อมกับเฝ้าดูการปฏิสนธิในขั้นตอนต่อไป
4. ช่วงการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน
ขั้นตอนนี้จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายดูแลเซลล์ของผู้เข้ารับการรักษาให้เป็นอย่างดี เมื่อเกิดการปฏิสนธิจนกลายเป็นตัวอ่อน ทางแพทย์จะเลี้ยงตัวอ่อนในห้องทดลองจนกว่าจะแบ่งเซลล์ 6 – 8 เซลล์ และในการเจริญเติบโตของเซลล์เข้าสู่ระยะที่แข็งแรง 5 วัน (Blastocyst) รวมทั้งพร้อมสู่ขั้นตอนต่อไป
5. การย้ายตัวอ่อน
ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะตัวอ่อนที่ถูกเพาะเลี้ยงจะถูกนำเข้าสู่ร่างกาย โดยแพทย์จะทำการพูดคุยร่วมกับผู้เข้ารับการรักษาเพื่อเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงที่สุด เพื่อย้ายเข้าไปฝังในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง ทางแพทย์จะนำตัวอ่อนย้ายโดยไม่ต้องทำการผ่าตัด ซึ่งทางฝั่งฝ่ายชายสามารถเข้ามาดูในขั้นตอนนี้ได้
6. การตรวจผลการตั้งครรภ์หลังการย้ายตัวอ่อน
ทางแพทย์ที่ดูแลในการรักษาจะทำการนัดตรวจเช็คฮอร์โมนทุก 3 วัน หากมีฮอร์โมนตัวใดที่ลดลง ทางแพทย์จะทำการเพิ่ม หรือปรับยาเพื่อเพิ่มฮอร์โมนให้สมบูรณ์ที่สุด ท่านสามารถทราบผลการตั้งครรภ์ภายใน 14 วันหลังจากการย้ายตัวอ่อน
ข้อปฏิบัติในการดูแลตัวเองหลังทำเด็กหลอดแก้ว
การดูแลรักษาร่างกายหลังจากการทำเด็กหลอดแก้วนั้น ท่านสามารถปฏิบัติตนเองดังนี้
- หลังจากได้นำตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกแล้วนั้น ควรพักผ่อนในที่ที่ทำการรักษา 2 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายปรับตัว รวมถึงให้แพทย์ได้สังเกตอาการเบื้องต้น
- สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ แต่ต้องงดการออกกำลังกายหนัก งดการยกสิ่งของหนักๆ งดการรับประทานอาหารที่อาจส่งผลให้ท้องเสีย งดการมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งงดการสวนล้างช่องคลอด เป็นต้น
- หากมีอาการไข้ ท่านสามารถรับประทานยาแก้ปวดในเบื้องต้นได้
- ควรทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงความเครียดที่ส่งผลต่อฮอร์โมน หากมีอาการผิดปกติเช่น ปวดท้อง มีเลือดออก หรือมีอาการตกขาวมากผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ที่ท่านทันที
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการทำเด็กหลอดแก้ว
อาการภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากการทำเด็กหลอดแก้วนั้น มีดังนี้
- การเกิดภาวะแท้ง หรือการติดเชื้อ
- อาจจะเกิดการตั้งครรภ์แฝด เนื่องจากมีการใส่ตัวอ่อน 1 – 3 ตัวเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์
- รังไข่ตอบสนองต่อฮอร์โมนมากผิดปกติ จากการกระตุ้นในการเพิ่มจำนวนไข่ จนส่งผลให้มีอาการปวดท้อง จนมีน้ำอยู่ภายในช่องท้องปริมาณมากนั้นเอง
ปัจจุบันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่กล่าวมานั้นพบเจอได้น้อยลง เนื่องจากก่อนทำการรักษาทางแพทย์ผู้ให้การดูแลจะหาแนวทางประเมินสถานการณ์ป้องกันภาวะแทรกซ้อนของผู้ทำเด็กหลอดแก้วในแต่ละราย เพื่อการรักษาที่เหมาะสมนั้นเอง
ค่าใช้จ่ายในการทำเด็กหลอดแก้ว
ค่าใช้จ่ายในการทำเด็กหลอดแก้ว มีราคาค่อนข้างสูง โดยมีราคาทำเด็กหลอดแก้วเริ่มตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาทเป็นต้น ซึ่งจะอยู่ที่คลินิกที่เข้ารับการรักษา เนื่องจากการมีขั้นตอนต่างๆที่จำเป็นเช่นการกระตุ้นไข่ การป้องกันไข่ตก การเร่งให้ไข่สุก ค่าอัลตราซาวน์ การเก็บเชื้อ – เก็บไข่ เป็นต้น อย่างที่ท่านทราบว่าการทำเด็กหลอดแก้วราคาที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าสำหรับคู่รักที่อยู่ในภาวะมีบุตรยากนั้นเอง
คำถามที่พบบ่อย
ทำเด็กหลอดแก้ว เลือกเพศได้ไหม
ปัจจุบันกฎหมายในการทำเด็กหลอดแก้วในไทยยังไม่สามารถเลือกเพศในบุตรได้ แต่สามารถตรวจสอบความแข็งแรงโครโมโซมของตัวอ่อน จากการแนะนำของแพทย์ในการเลือกตัวอ่อนที่ไม่มีความผิดปกติเพื่อนำเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไปได้
เด็กหลอดแก้ว (IVF) ต่างกับ ICSI อย่างไร
การทำ ICSI (อิ๊กซี่ , ICSI – Intracytoplasmic sperm injection ) เป็นขั้นตอนหนึ่งในการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ในขั้นตอนปฏิสนธิเพียงแต่เพิ่มโอกาสทำให้เกิดอัตราความสำเร็จเพิ่มขึ้น โดยเป็นเทคนิคพิเศษด้วยการนำอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเจาะเข้าไปในไข่โดยตรง ซึ่งวิธีนี้ถือว่าเป็นการทำเด็กหลอดแก้วอีกเช่นเดียวกัน
ทำหมันแล้วทำเด็กหลอดแก้วได้ไหม
หากทางฝ่ายหญิงได้เคยทำหมันมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผูกหรือการตัดใดๆ ท่านสามารถการรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้วได้ เพราะการรักษาไม่ต้องอาศัยท่อนำไข่ หรือในบริเวณที่ทำหมันไว้ โดยไม่ลดโอกาสในการทำสำเร็จลงแต่อย่างใด
ข้อสรุป
การทำเด็กหลอดแก้ว ท่านสามารถทำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจนส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ดั่งที่ท่านผู้อยู่ในภาวะมีบุตรยากต้องการ ขั้นตอนต่างๆ ในการรักษาจึงมีความละเอียดอ่อน ดังนั้นก่อนทำท่านควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการคำนวณสถานการณ์ที่อาจจะส่งผลต่อทั้งตัวท่านและตัวอ่อนที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคต การศึกษาข้อมูลรวมทั้งความเสี่ยงหากเลือกคลินิกที่ทำการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เราหวังว่าท่านจะพบกับความสุขหลังจากได้ทำการรักษาโดยวิธีทำเด็กหลอดแก้วนะคะ

