“ทุกจังหวัดมี Soft Power อย่างหลากหลายทั้งทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน สถานที่สำคัญต่าง ๆ ซึ่งหากแต่ละจังหวัดดึงสิ่งเหล่านี้ให้น่าสนใจขึ้นมา ก็จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กับประเทศไทย เพื่อเกิดประโยชน์อย่างหลากหลายต่อส่วนรวม” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังเดินทางไปที่ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญของชาติอย่างยิ่ง เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครบ 418 ปี
นายสุทธิพงษ์ เผยว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดิษณุโลกได้ร่วมกับข้าราชการและภาคีเครือข่าย จัดรัฐพิธี พิธีสงฆ์ และพิธีบวงสรวง พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสังเวยเทพารักษ์ประจำเมืองพิษณุโลก เนื่องในการจัดงานรัฐพิธี วันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก ประจำปี 2566 ภายในงานมีการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ การจัดแสดงวัตถุมงคล เหรียญพระพุทธชินราช เหรียญสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และภาพถ่ายสำคัญ อันแสดงถึงแรงศรัทธาและการเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยที่ถือได้ว่าเป็น Soft Power อันน่าหลงใหลที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้ศรัทธาทั่วทุกสารทิศให้มาเยี่ยมเยือนจังหวัดพิษณุโลก เฉกเช่นเดียวกับทุกจังหวัดที่มี Soft Power อย่างหลากหลาย โดยมหาดไทยเชื่อว่าถ้าทุกจังหวัดดึงสิ่งที่น่าสนใจขึ้นมาจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างดี
ปลัด มท. กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันสำคัญของชาติไทย ซึ่งในแต่ละวันจะมีประวัติ ที่มา ความเป็นมาที่แตกต่างหลากหลาย จึงขอให้ทุกจังหวัด ได้ริเริ่มจัดกิจกรรมที่เป็นการกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ได้ทราบประวัติศาสตร์ ได้รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ที่สะท้อนผ่านการจัดงานรัฐพิธี ด้วยการเปิดพื้นที่มีเวทีให้เด็กและเยาวชนได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์วันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์อื่น ๆ เช่น ในวันฉัตรมงคล ก็เปิดโอกาสส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัดได้รู้จักแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ เรียนรู้พระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ ผ่านการประกวดประขันแข่งขันเรียงความ สุนทรพจน์ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ทั้งหมดที่กล่าวมา ถือเป็นการสนองพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการให้คนไทยไม่ลืมรากเหง้าของบรรพบุรุษของเรา และขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รณรงค์เชิญชวนส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำ ทำให้สะอาดเรียบร้อย สวยงาม อยู่เสมอ และขอให้พัฒนาแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็น Landmark แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์และยั่งยืน นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ส่วนแนวนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทยที่ทุกจังหวัดต้องบูรณาการภาคีเครือข่ายในพื้นที่พุ่งเป้าดำเนินการ ได้แก่
1. การขับเคลื่อนหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยนำเจตนารมณ์ 76 จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา เพื่อการพัฒนา เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความยั่งยืน ร่วมกับสหประชาชาติประจำประเทศไทย รวมถึง MOU บทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ระหว่างฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม กระทรวงมหาดไทย และ สจล. และ MOU โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และนายอำเภอ ทั้ง 878 อำเภอ ต้องทำงานแบบ Partnership ตามเป้าหมายที่ 17 ของ SDGs เป็น “ผู้นำทีม” ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมวางแผน เพื่อนำไปปฏิบัติ ภายใต้โครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ต้องนำทีมนายอำเภอลงพื้นที่ ลงไปรู้ปัญหาจริง ผลักดันให้ทุกคนเห็นความสำคัญ ด้วยการติดตาม ซักถาม ลงพื้นที่ไปดู ต้องบูรณาการภารกิจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทุกมิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจึงเป็นผู้นำ (Leadership) ที่มีแรงปรารถนา (Passion) เป็น Change Agent สร้างทีมบูรณาการกับภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่ไปทั้งแบบเป็นทางการ และแบบไม่เป็นทางการ เพื่อให้คนในพื้นที่ตื่นตัวว่าเราให้ความสำคัญ

- การคืนคนดีสู่สังคม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและทีมงาน ได้ให้ความสำคัญ ติดตามและให้กำลังใจ รวมทั้งวางระบบในการตรวจเยี่ยมทั้งผู้ที่อยู่ระหว่างอบรม และผู้ที่ผ่านการอบรมกลับคืนสู่ครอบครัวแล้ว ให้เกิดขึ้นตลอดทุกสัปดาห์ และมีระบบติดตามต่อเนื่องไปจนถึง 5 ปีด้วยการให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. กรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกในครอบครัว ช่วยกันดูแล เสริมสร้างอาชีพให้คนเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และคัดแยกประเภทของผู้เข้ารับการอบรม ผู้ป่วยสีแดง สีเหลือง สีเขียว เพื่อให้การช่วยเหลือที่ถูกต้อง รวมถึงการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อาจเป็นผู้ป่วยด้านจิตเวช พร้อมทั้งให้กรมการปกครองขยายผล “เก้าเลี้ยวโมเดล” ไปยังทุกจังหวัด
- การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 14 พ.ค. 2566 ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องย้ำเตือนข้าราชการและบุคลากรในจังหวัด รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ท้องที่ ให้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง แม้ว่าเราจะมีสิทธิเสรีภาพในการเลือก แต่ในฐานะข้าราชการเราต้องวางตัวเป็นกลาง
- เรื่องการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำตามธรรมชาติเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ผิด จึงขอให้ทุกคนช่วยกันมุ่งมั่นทำงานด้วยความตั้งใจ ให้สำเร็จอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องมีการติดตาม การสอดส่องดูแล สำหรับแหล่งน้ำเดิมที่ได้ปรับปรุงแล้วก็ดูแลให้อยู่ในสภาพดีควบคู่การปรับปรุงแหล่งน้ำแห่งใหม่ และเพื่อให้เกิดการดูแลคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการออกข้อบังคับเรื่องสิ่งปลูกสร้างใหม่ต้องกำหนดเรื่องการบำบัดน้ำเสีย บ่อดักไขมัน เพื่อให้มีระบบบำบัดน้ำเสียในทุกครัวเรือน
- การส่งเสริมสุขภาวะเด็กแรกเกิดที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และการคลอดก่อนกำหนด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ร่วมประชุมหาแนวทางลดผลกระทบการตั้งครรภ์ในพื้นที่ ด้วยการฝากท้องกับโรงพยาบาล เพื่อดูแลและให้ความรู้ วางแผนการดูแลตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์กระทั่งคลอดออกมาและได้รับสารอาหารตามวัย และ 6. การส่งเสริมการใช้ผ้าไทยที่นอกจากเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาของคนไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ สอดคล้องกับพระดำริ “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่มุ่งส่งเสริมให้ช่างทอผ้าได้เกิดแนวคิดและลงมือออกแบบตัดเย็บผ้าอัตลักษณ์ของจังหวัดต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของคนทุกเพศ ทุกวัย สามารถสวมใส่กันได้ทุกโอกาส เป็นต้น
- ปลัด มท.กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลายจังหวัดได้มีตัวอย่างกิจกรรมที่สามารถบูรณาการงานอย่างหลากหลายและท้ายที่สุดผลประโยชน์เกิดกับพี่น้องประชาชน เช่น จังหวัดนครราชสีมา ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดได้จัดกิจกรรมแสดงแบบผ้าไทยการกุศลนำรายได้เข้ากองทุนการกุศลของแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด แล้วนำเงินดังกล่าวไปวางแผนสร้างบ้านให้กับผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสตามเป้าหมายแก้ไขปัญหาความยากจน รวมถึงจังหวัดพังงา โดยโกไข่ ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย ได้จัดกิจกรรมการกุศล “พี่ร้องให้น้องได้เรียน” นำเงินรายได้เป็นกองทุนพี่ร้องให้น้องได้เรียนช่วยเหลือนักเรียนที่ด้อยโอกาสทางทุนทรัพย์ให้ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ อันแสดงให้เห็นว่า คนมหาดไทยและภาคีเครือข่ายสามารถบูรณาการงาน บูรณาการความคิด บูรณาการคน เพื่อสร้างงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงขอให้ทุกจังหวัดได้ดำเนินกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ในลักษณะดังกล่าวให้ทั่วถึง เพื่อทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความรัก ความสามัคคี ผู้คนมีความเมตตากัน โอบอ้อมอารี ช่วยเหลือเกื้อกูล อันจะเป็นสังคมที่ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน”

