กยท.เผยผลวิเคราะห์สถานการณ์ยาง ปีนี้ไทยส่งออกได้แน่ 4.275 ล้านตัน

12.05.23 | 17:02 น.

กยท. วิเคราะห์สถาการณ์ยาง ไตรมาส 2-2566 พร้อมแจ้งข่าวดีชาวสวนยาง ปลดล็อค ชาวสวนยาง ‘โค่นและปลูกแทน’ ด้วยทุนของตนเองก่อนได้รับอนุมัติ และสนับสนุนเงินอุดหนุน ให้สถาบันเกษตรกรฯ ปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักรเพื่อผลิตผ้าเคลือบยางพาราปูบ่อเก็บน้ำแก้แล้ง พร้อมอัพเดทความคืบหน้าจ่ายเงินประกันรายได้ ระยะ 4

วันนี้ (11 พ.ค.66) เวลา 10.00 น. การยางแห่งประเทศไทย ( กยท.) ได้จัดงาน “Talk About Rubber” ครั้งที่ 7 ขึ้น นำเสนอนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องในวงการยางพาราได้รับทราบ นำโดย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. ชูประเด็น ปลดล็อค ชาวสวนยาง ‘โค่นและปลูกแทน’ ด้วยทุนของตนเองก่อนได้รับอนุมัติ และ กยท. สนับสนุนสถาบันเกษตรกรฯ ผลิตผ้าเคลือบยางพาราปูบ่อเก็บน้ำ รวมถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะที่ 4 โดยนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการการยาง พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ยางพาราไทย ไตรมาส 2/2566 โดย น.ส. อธิวีณ์ แดงกนิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง ณ ห้องประชุมราชไมตรี อาคาร 50 ปี ชั้น 4 การยางแห่งประเทศไทย บางขุนนนท์

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ เปิดเผยถึงการขอโค่นและปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนได้รับอนุมัติว่า กยท. ได้จัดสรรเงินตามมาตรา 49(2) เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการปลูกแทนมาอย่างต่อเนื่อง ในการโค่นต้นยางซึ่งมีอายุยางมากกว่า 25 ปีขึ้นไป หรือต้นทรุดโทรมเสียหายใน 4 ประเภท ได้แก่ ที่ทรุดโทรมเสียหายเนื่องจากถูกไฟไหม้ โดนวาตภัย ประสบภัยแล้ง และต้นยางที่เปลือกกรีดเสียหายเกินร้อยละ 70 ไม่สามารถกรีดยางได้ หรือให้ผลผลิตน้ำยางน้อย โดยต้องเปิดกรีดมาไม่น้อยกว่า 7 ปี โดยที่ผ่านมาเกษตรกรยื่นขอรับการปลูกแทนพร้อมกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีรอบการปลูกยางพาราที่ใกล้เคียงกัน กยท. ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนระหว่างรอการอนุมัติ  กยท. จึงเร่งปรับปรุงระเบียบให้โค่นต้นยางและปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนได้รับการอนุมัติได้ แต่ต้องรอให้ ผอ.กยท.จังหวัด/ผอ.กยท.สาขา พิจารณาอนุญาตก่อนจึงจะโค่นยาง โดย กยท. กำหนดสัดส่วนปริมาณสวนที่ขออนุญาตโค่นต้นยางและปลูกแทนด้วยทุนตนเองก่อนได้รับอนุมัติ กับสวนปลูกแทนปกติ เพื่อไม่ให้กระทบกับเป้าหมายการปลูกแทนในปีงบประมาณถัดไป ทั้งนี้ การที่ปลูกพืชยางพาราร่วมกับพืชอื่นร่วมแซมได้ก่อนโดยไม่ต้องรอการอนุมัติเงินจัดสรร จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ระหว่างรอการอนุมัติ” นายสุขทัศน์ กล่าว

พร้อมกันนี้ นายสุขทัศน์ ได้กล่าวถึงประเด็นที่ กยท. จัดสรรเงินอุดหนุนตามมาตรา 49 (3) เพื่อดำเนินงานตามโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ ให้แก่ชุมนุมอุตสาหกรรมยางพาราภาคใต้ จำกัด เป็นทุนต่อยอด ปรับปรุง และจัดสรรเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และเพิ่มผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องจักรเพื่อการผลิตผ้าเคลือบน้ำยางสำหรับปูสระ กว่า 28.8 ล้านบาท เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราที่ถูกนำมาใช้งานด้านชลประทาน  ช่วยกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและปัญหาภัยแล้ง โดยใช้ผ้าเคลือบน้ำยางในการปูรองพื้นสระ ซึ่งการปูพื้นสระชั้นเดียวใช้น้ำยางข้นในปริมาณ 0.69 กก./ตร.ม. และการปูสระสองชั้นใช้น้ำยางข้น 2.43 กก./ตร.ม. เป็นการเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ ต่อยอดผลผลิตทางการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างผลกำไรให้สหกรณ์และสมาชิกอีกทางหนึ่ง

Advertisement

ความคืบหน้าการจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 นายสุขทัศน์ กล่าว ว่า กยท. สั่งจ่ายเงินประกันรายได้ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2566 จนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2566 เป็นเงินกว่า 1.57 พันล้านบาท ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง 397,851 ราย รวมพื้นที่กว่า 10 ล้านไร่ คาดว่าชาวสวนยางทุกรายที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และได้สิทธิร่วมโครงการฯ จะได้รับเงินภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้

ด้าน นางสาวอธิวีณ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ยาง ว่า ไตรมาสที่ 1/2566 ผลผลิตยางโลกอยู่ที่ 3.312 ล้านตัน ด้านการใช้ยางพาราโลกอยู่ที่ 3.73 ล้านตัน เห็นได้ว่าโลกยังคงมีความต้องการใช้ยาง สำหรับ
ผลผลิตยางของไทยคาดว่าหลังเปิดกรีดยางจะค่อยๆเพิ่มขึ้น จนถึงธันวาคม จะอยู่ที่ 4.9 แสนตัน โดยไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้ยางเติบโตสูงสุด เนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรมไทยจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ด้านการส่งออกยางพารา คาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกยางไทยที่ 4.275 ล้านตัน โดยมกราคมและกุมภาพันธ์ 2566 ไทยส่งออกยางเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้นำเข้ายางจากไทยสูงสุดยังคงเป็นจีน คิดเป็น  55% ตามด้วย มาเลเซีย 13% และสหรัฐอเมริกา 4% ที่น่าสนใจคือเกาหลีใต้นำเข้ายางจากไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2562 ส่วนประเทศผู้ผลิตยางอย่าง มาเลเซียและอินโดนีเซียส่งออกยางลดลงตั้งแต่ปี 2561 เนื่องจากรัฐบาลไม่สนับสนุนราคายาง และเกษตรกรหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่ราคาสูงกว่า แม้ว่าเวียดนามส่งออกยางสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังน้อยกว่าประเทศไทยกว่าเท่าตัว

ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง กล่าวถึงการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า ยอดประกอบรถยนต์โลก ปี 2565 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อ
ราคายาง ขณะที่การผลิตยางล้อโลก ปี 2565 มีหลายประเทศที่เพิ่มกำลังการผลิต ได้แก่ อินเดีย (13.9%) เกาหลี (9.5%) จีน (0.8%)

          “แนวโน้มราคายางมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้ยางของโลกที่เพิ่มขึ้น เห็นได้จากการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ ยอดขายรถยนต์ และการผลิตล้อยาง ซึ่งสมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์แห่งสหรัฐอเมริกา (USTMA) คาดการณ์ว่าในปี 2566 ยอดจัดส่งรถยนต์ของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผลผลิตยางทั่วโลกยังคงเติบโตน้อย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลผลิตคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ส่งผลให้ปริมาณฝนน้อยกว่าทุกปี อากาศแล้ง แม้เริ่มมีฝนตกในบางพื้นที่ แต่อากาศร้อนยังทำให้หลายพื้นที่
ไม่สามารถเปิดกรีดยางได้ ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลดีต่อราคายางในอนาคต”
นางสาวอธิวีณ์ กล่าวปิดท้าย