ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่
ในปีพ.ศ. 2546 กรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก( WHO FCTC) ได้ระบุว่า การควบคุมยาสูบนั้นครอบคลุมถึงการควบคุมอุปสงค์ ควบคุมอุปทาน และกลยุทธ์ในการลดอันตราย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจะช่วยให้สุขภาพของประชากรดีขึ้นด้วยการลดการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบรวมถึงการได้รับควันบุหรี่มือสอง ในปี พ.ศ. 2540 ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติได้สรุปว่านโยบายควบคุมยาสูบที่สำคัญคือการ นำหลักการสามข้อมาปรับใช้ หนึ่งคือการป้องกันการใช้ยาสูบ สองคือการเลิกบุหรี่ และสามคือการลดการได้รับสารอันตรายในผู้ที่ไม่ต้องการเลิกบุหรี่เพื่อลดการเสียชีวิตและโรคที่เกิดจากยาสูบในผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบันและผู้สูบบุหรี่รุ่นใหม่
ประเทศไทยเองก็ได้มีความพยายามในการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ตามกรอบของ WHO FCTC ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ผ่านการรณรงค์ แคมเปญสื่อโฆษณา รวมถึงมาตรการทางกฎหมาย เช่น การขึ้นภาษียาสูบ การบังคับใช้ซองบุหรี่แบบมาตรฐาน (Plain Packaging) การกำหนดอายุผู้ซื้อ-ผู้ขาย และการห้ามแสดงสินค้า ณ จุดขาย มากว่าหลายทศวรรษ ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะเครือข่ายแพทย์และเครือข่ายภาคประชาชนที่พยายามลดจำนวนผู้สูบบุหรี่เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ที่ผ่านมามีความพยายามอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานต่างๆ ช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของการสูบบุหรี่ และช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงได้จากร้อยละ 20.7 ในปี 2557 เหลือร้อยละ 17.4 ในปี 2564 แต่การสูบบุหรี่ก็ยังคงเป็นปัญหาต่อสุขภาพที่สำคัญในสังคมเพราะยังคงมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่อยู่ที่ปีละประมาณ 70,000 ราย รวมทั้งมีผู้ได้รับอันตรายจากควันบุหรี่มือสองอีกกว่า 18 ล้านคน ดังนั้น เป้าหมายที่จะลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในไทยให้เหลือไม่เกินร้อยละ 14 ตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบชาติอาจเป็นจริงได้ยาก แม้จะมีงบประมาณเพื่อการแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ปีละหลายร้อยล้านบาทก็ตาม
หากมองดูแล้วดูเหมือนประเทศไทยจะนำนโยบายรวมถึงมาตรการต่างๆ ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำมาปรับใช้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่หากลองมองดูดีๆ ยังคงมีอีกหนึ่งสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาปรับใช้และสามารถลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้จริง แต่ประเทศไทยยังไม่เคยชายตามองเลย นั่นคือแนวทางการลดอันตราย หรือ Harm Reduction
ประเทศไทยได้ทำการรณรงค์เลิกบุหรี่มานานกว่าทศวรรษ ทว่าจากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า กว่า 36% ของประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่กลับบอกว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการเลิกบุหรี่ ขณะที่อีก 27% เคยคิดแต่ไม่เคยพยายามเลิกบุหรี่

ความอันตรายของการสูบบุหรี่นั้นเป็นที่ทราบกันดี แต่จากสถิติที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่ายังมีผู้สูบบุหรี่จำนวนมากที่ตัดสินใจที่จะสูบบุหรี่ต่อไป เช่นเดียวกับหลายกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยง แต่ผู้คนไม่สามารถเลี่ยงกิจกรรมดังกล่าวได้ หรือหากเลี่ยงได้ก็อาจไม่ต้องการเลี่ยง เช่น ยังมีผู้ที่ชื่นชอบดื่มน้ำหวานอยู่ทั้งที่รู้ว่าการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย หรือผู้คนที่ยังจำเป็นต้องใช้จักรยานยนต์ในการสัญจรแม้จะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังนั้นการบังคับให้เลิกหรือทำแคมเปญต่างๆ อาจไม่ได้ทำให้คนไทยเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะมองหาวิธีใหม่ๆ ที่จะช่วยปกป้องผู้สูบบุหรี่ชาวไทยกว่า 9.9 ล้านคนได้
หลักการลดอันตรายเป็นหนึ่งในหลักการที่ถูกหยิบมาใช้กับหลายผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน กรณีน้ำหวานหรือจักรยานยนต์ที่ยกมาข้างต้นเองก็เช่นกัน เพื่อให้ทุกคนยังสามารถใช้งานหรือบริโภคได้ โดยที่มีความเสี่ยงหรืออันตรายลดลง
หลายประเทศทั่วโลกต่างก็ต้องการลดอัตราการสูบบุหรี่ในประเทศของตนลง โดยในทุก ๆ 2 ปีจะมีการประชุมประเทศสมาชิกของ WHO เกี่ยวกับการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือที่เรียกว่า FCTC COP10 ซึ่งเป็นการประชุมที่ประเทศสมาชิกจะร่วมกันหารือและตัดสินใจเกี่ยวกับการนำเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมยาสูบ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องถึงเรื่องสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ รวมถึงการจัดการปัญหาบุหรี่เถื่อนทุกรูปแบบ
การประชุมให้ความสำคัญกับการวัดความสำเร็จที่จำนวนของประเทศสมาชิกที่ร่วมลงนามรับรองให้สัตยาบันในการนำข้อแนะนำตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบไปปรับใช้ แต่กลับไม่ได้วัดผลสำเร็จที่การลดอันตรายของบุหรี่ที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งเป็นต้นตอหลักของการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ และเป็นแนวทางหนึ่งใน 3 ข้อสำคัญที่ WHO เคยระบุไว้
ซึ่งแนวทางการลดอันตรายนี้เอง ที่อาจช่วยให้ผู้สูบบุหรี่มากมายลดอันตรายที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนรอบข้างได้จริง โดยรัฐบาลของประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร กรีซ สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์ ต่างก็ออกมาสนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่ในประเทศหันไปใช้ผลิตภัณฑ์ลดความเสี่ยงเหล่านี้ โดยที่มีผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจ คือมีอัตราการสูบบุหรี่ลดลง

ในปีวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปีพ.ศ. 2566 นี้ ประเทศไทยจะเปิดรับแนวทางใหม่ๆ เพื่อสามารถพิชิตเป้าหมายการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลง มอบทางเลือกให้แก่ผู้สูบบุหรี่ และลดอันตรายต่อผู้สูบบุหรี่และคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าติดตาม

