ปฏิเสธไม่ได้ว่า การทำงานของคนยุคนี้ นอกจากความเครียดที่ทำให้นำไปสู่สารพัดโรค “พฤติกรรมการทำงาน” ยังส่งผลต่อ ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) โรคที่เกิดจากการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำๆ เป็นเวลานาน หรือทำกิจกรรมที่อยู่ในท่าทางของการทำงานที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่สุด
นอกจากนี้ ออฟฟิศซินโดรมยังอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์ในการทำงานที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะหรือเก้าอี้ที่ใช้ทำงานสูงหรือต่ำจนเกินไป ไม่เหมาะกับโครงสร้างของร่างกาย หรือเกิดจากสภาพร่างกาย หรือจิตใจของเรา ที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือทานอาหารไม่ตรงเวลา สาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้นและมลพิษต่างๆ เป็นต้น
ที่น่าตกใจจากสถิติพบว่ากว่า 10% ของคนเมืองมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคออฟฟิศ ซินโดรม สาเหตุมาจากสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง พฤติกรรมในออฟฟิศที่ใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การอดอาหาร อดหลับอดนอนเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายของเราก็ต้องแบกรับภาวะความตึงเครียด ปราศจากการผ่อนคลาย ซึ่งอาจจะส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยไม่รู้ตัว

นพ. ดิตถพงษ์ บุญอำพล ผู้อำนวยการและแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง รพ.เอส สไปน์ แอนด์เนิร์ฟ กล่าวถึง ออฟฟิศซินโดรมว่า เกิดจากปัจจัยหลัก 3 ลักษณะ ได้แก่ มีอาการปวดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น คอ บ่า ไหล่ สะบัก และมักมีอาการปวดเป็นบริเวณกว้าง ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้อย่างชัดเจน และอาจมีอาการปวดร้าวทั่วไปบริเวณใกล้เคียงร่วมด้วย อาจมีอาการปวดเพียงเล็กน้อยจนถึงรนแรง ต่อมาคือมีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติร่วมด้วย เช่น อาการช่า เย็น เหน็บ ขนลุก เหงื่อออก ตามบริเวณที่ปวดร้าว และสุดท้ายคือ อาการทางระบบประสาทที่ถูกกดทับ เช่น อาการชาบริเวณแขนและมีอ รวมถึงอาการอ่อนแรง หากมีการกดทับเส้นประสาทนาน เป็นต้น
“โรคออฟฟิศซินโดรม เหมือนจะเป็นโรคที่คนยุคใหม่เป็นกันมากพอสมควร ด้วยพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เราไม่ค่อยเน้นการยืน เดิน เคลื่อนไหว หรือออกแรงเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือก้มดูมือถือนานๆ แทน อาการออฟฟิศซินโดรม จึงมักเกิดขึ้นในกลุ่มคนทำงาน เริ่มแรกคือ รู้สึกปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ สะบัก และบริเวณหลัง การนวดอาจจะช่วยให้ดีขึ้นได้ แต่ผ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะกลับมาเป็นอีก และเป็นเรื้อรังมากขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่มาตรวจหาสาเหตุและทำการรักษา อาจลุกลามจนเป็นโรคไมเกรน หรืออาจเกิดโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่รุนแรงขึ้นตามมาได้”

นพ. ดิตถพงษ์ ยังได้กล่าวย้ำว่า แนวทางป้องกันน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามเมื่อมีอาการจำเป็นต้องได้รับการบำบัด รักษาอย่างถูกต้อง ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ตั้งแต่แนวทางปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมให้เหมาะสม การออกกำลังกาย ไปจนถึงการทำกายภาพบำบัด พร้อมเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมการรักษาที่มีความทันสมัยเพื่อให้ ออฟฟิศซินโดรมหายไปในที่สุด ซึ่งโรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์เนิร์ฟ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาทแห่งแรกและในประเทศไทย พร้อมให้คำปรึกษา
“นอกจากการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ปีนี้เรายังได้ไปร่วมงาน Thailand Healthcare 2023 ผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม หรือสนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมภายในบูท สามารถรับคำปรึกษา ตรวจสุขภาพเบื้องต้นสำหรับคนที่มีอาการปวดหลัง ปวดคอ ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และสามารถร่วมฟังเสวนา “ป้องกัน รักษา บอกลาออฟฟิศซินโดรม” ในวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2566 เวลา 11.30 – 12.00 น. ณ เวทีกลาง สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์”
สำหรับ งาน Thailand Healthcare 2023 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. – 2 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีสามย่าน ทางออกที่ 2

