สสว.เสริมทัพธุรกิจ MSME หลังโลกหมุนเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ดิจิทัล เดินหน้าจัด MOU หวังเป็นสปริงช่วยดันก้าวขึ้นแข่งเวทีการค้าระดับโลก
สสว. เดินหน้าขับเคลื่อนการบูรณาการด้านส่งเสริมผู้ประกอบการ MSME ไทย ในวัน SME DAY ให้สามารถก้าวขึ้นแข่งเวทีการค้าระดับโลก พร้อมรู้จักปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ทันยุคเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ทุกอย่างหมุนผ่านไปอย่างเร็ว ความรู้ข้อมูลที่เคยมีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำงานจะตกเทรนด์ไปถ้าไม่ติดอาวุธหาข้อมูลใหม่ ๆ จากหน่วยงานภาครัฐ สสว.ตัวแปรหลักในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เดินหน้าจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อีกครั้งในปี 2566 หลังครบวาระแรก 4 ปี ในการทำ (MOU) ไปแล้ว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทรงพลังต่อการติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้ประกอบการ MSME เข้าถึงข้อมูลข่าวสารการพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชนไว้ในที่เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข่าวสารและข้อมูลทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภายใต้เว็บไซต์ SMEONE หรือ www.smeone.info คาดจะมีจำนวนผู้เข้าใช้บริการเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดิม 6 แสนครั้งต่อปี เป็น 1 ล้านครั้งต่อปี

จากการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่สหประชาชาติกำหนดให้ทุกปีเป็นวัน Micro, Small and Medium-sized Enterprises Day หรือ SME DAY พบว่าประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ MSME มากกว่า 3,187 ล้านราย มีอัตราการจ้างานเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา ถึง 12.83 ล้านคน และมีแนวโน้มว่าในปี 2566 จะมีอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 12.98 ล้านคน ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวนี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยในธุรกิจ MSME คือฟันเฟืองที่สำคัญต่อการมีส่วนช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจภายในประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ MSME มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goal เนื่องจาก MSME คิดเป็นกว่า 90% ของธุรกิจทั้งหมดทั่วโลก และสร้างงานมากกว่า 60 – 70% ของตำแหน่งงานทั่วโลก สร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจโลกถึง 50% รวมถึงมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจท้องถิ่นและระดับชาติ ขณะที่ปัจจุบันนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สามารถสร้างรายได้หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจ(GDP) ของไทยประมาณ 35% ซึ่ง สสว.ตั้งเป้าจะผลักดันผู้ประกอบการให้สามารถสร้างมูลค่า GDP ของประเทศ สูงถึง 45% ภายในปี 2570”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการเปิดเผยของ นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนองค์ความรู้และระบบให้บริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คือ ปัจจุบันนี้โลกแห่งการทำธุรกิจได้หมุนเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ความรู้ที่เป็น Knowhow และข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้เป็นเครื่องมือตัดสินใจช่วยในการทำงานปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการ MSME จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมต่อการทำธุรกิจในอนาคตเพื่อให้ทันต่อทุกโอกาสที่จะเข้ามา เป็นที่มาของการประกาศจุดยืนผลักดันให้ SME DAY ในวันที่ 27 มิถุนายน ปี 2566 เป็นปีแห่งการทำให้ MSME ในประเทศไทยบรรลุสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals ในมิติต่างๆ ได้แก่ มิติด้านสังคม มิติด้านเศรษฐกิจ และมิติด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้ธีมตามประกาศของสหประชาชาติ ประจำปี 2023 “Building a Stronger Future Together”
งาน SME DAY 2023 ในวันนี้ จึงเป็นการแสดงพลังให้กับผู้ประกอบการ MSME ไทย ได้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน สถาบันวิจัยต่างๆ กว่า 46 แห่ง ที่จับมือกันประกาศเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการส่งเสริม SME แบบรอบด้านด้วยข้อมูลข่าวสารที่ทันเหตุการณ์และความรู้ใหม่ๆ ผ่านเว็บไซต์ www.smeone.info โดยตั้งเป้าว่า จะต้องมีจำนวนผู้เข้าใช้บริการเฉลี่ยเพิ่มขึ้น จากเดิมมากกว่า 6 แสนครั้งต่อปี ให้กลายเป็น 1 ล้านครั้งต่อปี และมีจำนวนหน่วยงานที่แลกเปลี่ยนเนื้อหาข่าวสารกันมากกว่า 70 หน่วยงาน เพื่อร่วมมือกันพัฒนาผู้ประกอบการ MSME ไทย ให้สามารถก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกได้



