สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ที่มีบทบาทในการสนับสนุนด้านสุขภาพของประชาชน ซึ่ง ‘อาหาร’ เป็นหนึ่ง ในปัจจัยสำคัญขององค์ประกอบของสุขภาพ ซึ่งที่ผ่านมา สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายและท้องถิ่นนำความรู้ด้านการจัดการระบบนิเวศอาหารไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด ในการเสวนา ‘ร่วมสร้างระบบอาหารชุมชน’ ภายใต้เวทีสานพลัง สร้างนวัตกรรม สู่สุขภาวะชุมชนที่ยั่งยืน ปี 2566
ด้วยแนวคิด ‘พลังชุมชนท้องถิ่น ตอบโจทย์ประเทศ’ ได้รับความสนใจจากหน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้จำนวนมาก โดยมี 10 หน่วยงานต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ เข้ามาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ประเด็นชี้นำ ‘รูปแบบการบูรณาการการสร้างระบบอาหารชุมชน
โดยชุมชนท้องถิ่น’ โดย ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะและกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 สสส.
กล่าวว่า หากเรามอง ‘อาหาร’ เป็นปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญกับทุกคน นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคมด้วย สำหรับภารกิจงานด้านอาหารของ สสส. ที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายจะมีประมาณ 40 โครงการขณะเดียวกันแผนงานอาหารของ สสส. ได้กระจายอยู่ในสำนักต่างๆ อย่างสำนัก 3 มีท้องถิ่นเลือกประเด็นอาหารเพื่อขับเคลื่อนการสร้างชุมชนเข้มแข็งไม่น้อยกว่า 200 แห่ง ฉะนั้น จึงต้องเกิดการบูรณาการแผนอาหาร ซึ่งมีความยากในระดับหนึ่ง เนื่องจากต้องเกิดความร่วมมือกันทั้งในแง่ของงบประมาณ กำลังคน และเวลา อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาในพื้นที่จริง
พบว่า การบูรณาการระดับท้องที่ยังมีความเป็นไปได้ ชัดเจนและมีความหวังมากกว่าระดับอื่น จึงนำมาสู่การพัฒนาแบบบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการร่วมกับการทำงานเป็นทีมที่อาจเกิดขึ้นในรูปแบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือสภาท้องถิ่นให้เกิดเป็นระบบอาหารของชุมชน ที่มีหลักสำคัญคือ จะทำให้ได้วัตถุดิบอาหารที่สดใหม่ ต้นทุนขนส่งลดลง คนผลิตและคนซื้อรู้จักกันเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร และสร้างชุมชนที่ยืดหยุ่นรู้รับ ปรับตัวทางอาหารเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ และท้ายที่สุดคือเพื่อสุขภาวะ
ต่อมา นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการ (ผอ.) มูลนิธิชีววิถี ได้กล่าวชี้นำประเด็น ‘บทบาทของชุมชนท้องถิ่นต่อการตอบโจทย์วิกฤติความมั่นคงทางอาหาร’ ว่า วิกฤติอาหารระดับโลก จะใช้ราคาอาหารเป็นตัวชี้วัด ซึ่งปัจจุบันถือเป็นวิกฤติครั้งที่ 5 ซึ่งวิกฤติทุกครั้งจะเกี่ยวกับภาวะสงคราม
ความมั่นคงด้านพลังงานและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ผลผลิตลดลง โดยวิกฤติครั้งล่าสุด คือ เกิดจากทุกปัจจัยผสมกับโรคระบาดในห่วงโซ่อาหาร ฉะนั้น ในภาวะวิกฤติอาหารจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนั้นเรื่องของปัญหาคุณภาพอาหารก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งการจะก้าวผ่านวิกฤติไปได้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคการเมือง ที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน บทบาทของชุมชนจะต้องเกิดการศึกษา วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนในเรื่องระบบอาหารของชุมชนนั้นๆ เริ่มจากที่มาของอาหาร แบบแผนการผลิต การกระจายการผลิต การจัดการอาหารไปสู่ผู้บริโภค และสวัสดิการอาหาร เช่น นโยบายอาหารโรงเรียน ซึ่งบางเรื่องอาจเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติ เช่น สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ได้เสนอให้มีการบัญญัติเรื่องการเข้าถึงอาหารเป็นสิทธิของทุกคนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ‘ความรู้และเครื่องมือพัฒนาความมั่นคงทางอาหารและระบบอาหารชุมชน’ โดย นางวัลลภา แวน วิลเลียนส์ทรัด บริษัท อินี่ เครือข่ายนวัตกรรมสากล จำกัด (สำนักงาน 5) สสส. กล่าวถึงสภาพลเมืองอาหาร ว่า เวลาเราพูดถึงสภาคนมักคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในหลักคิด สภาต้องเป็นพื้นที่กลางในการในแลกเปลี่ยนกัน การเกิดขึ้นของสภาอาหารครั้งแรกในปี ค.ศ.1982 ที่สหรัฐอเมริกา จากนั้นหลายประเทศได้พัฒนาตั้งสภาอาหารของตัวเองขึ้น โดยการทำสภาอาหารมีความสำคัญว่า ‘ทำคนเดียวไม่ได้’ เพราะมีความซับซ้อนมากกว่าเรื่องอื่น จึงไม่สามารถแยกกันทำได้ โดยปัญหาหลักคือ ไม่มีตัวกลางในการสานต่อระดับพื้นที่ไปสู่ระดับนโยบาย ตนได้ทำการศึกษางานวิจัยเรื่องสภาอาหาร พบว่าการเกิดระบบอาหารในระดับพื้นที่และระดับประเทศเป็นเรื่องที่ต้องเชื่อมโยงถึงกัน เช่น ตลาดเขียว ที่เกิดขึ้นในหลายกระทรวง ทั้งนี้ ตนได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย
ตั้งทีมสภาอาหารในพื้นที่โหนดเชียงใหม่ โหนดสุราษฎร์ธานี โหนดลำนางรอง และโหนดน่าน ดำเนินการใน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การสำรวจปัญหาต้นทุนทางสังคม ทั้งความรู้ ผู้คนและเครือข่าย จากนั้นก็เริ่มทดลองทำงานร่วมกันเพื่อมาสู่ผลลัพธ์ร่วมกัน ทุกพื้นที่เกิดผลลัพธ์ในเชิงคุณภาพมีการต่อยอดไปในระดับนโยบายอาหารของจังหวัด ดังนั้น สภาอาหารจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาอาหารของชุมชนเพื่อนำมาสู่การเกิดระบบนิเวศอาหารได้
ขณะเดียวกัน น.ส.ทัศนีย์ วีระกันต์ รอง ผอ.มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) (สำนักงาน 3) สสส. กล่าวถึง 5 ชุดกิจกรรมขับเคลื่อนระบบอาหารชุมชน ว่า อาหารเพื่อสุขภาวะ จะต้องประกอบด้วยความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัย และคุณภาพทางโภชนาการของอาหาร ซึ่งจะเชื่อมโยงกับมิติอื่นๆ ด้วย โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน สำนักงาน 3 ร่วมกับ อปท. ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ จัดทำ 5 ชุดกิจกรรมขับเคลื่อนระบบอาหารชุมชน ประกอบด้วย 1. พัฒนาและนำใช้ข้อมูล 2. พัฒนาศักยภาพของกลไกขับเคลื่อน 3. พัฒนาแผนการเกษตรและอาหารของชุมชน 4. บริหารจัดการกองทุนและจัดระบบสวัสดิการ และ 5. รณรงค์เพื่อการเกษตรและอาหารชุมชนปลอดภัย ทั้งนี้ ชุดกิจกรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบสำคัญต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบ เป็นแนวทางการใช้เครื่องมือเพื่อให้ อปท. อื่นๆ นำไปใช้ต่อยอดได้

