“Without food security, you will have no other security” คือคำจัดความที่ “องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)” ยืนยันชัดเจนว่า “ความมั่นคงทางอาหาร เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงของประชานและประเทศชาติ”
การตั้งเป้าให้ประชากรโลก มีอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงถือเป็นปัจจัย พื้นฐานสำคัญต่อการดำรงชีวิต สิ่งนี้จึงช่วยเพิ่มเสถียรภาพความมั่นคงของชาติไปในตัว
แต่ในช่วงหลายปีมานี้ ภัยคุกคามทางสุขภาพ วิกฤตโควิด-19 ได้เข้ามาซ้ำเติม และสร้างปัญหาความมั่นคงทางอาหารที่ทั่วโลกกำลังเผชิญให้ชัดเจนมากขึ้น การแพร่ระบาด ยิ่งทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ทุกสิ่งเจอกับความท้าทายไม่เว้นแม้แต่ระบบการจัดการอาหาร จนประชากรบางกลุ่มขาดอาหาร ขาดความสมดุลการเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ
“ทุพโภชนาการ” ภาวะเสี่ยงประชากรโลก
ข้อมูลจาก FAO ประจำประเทศไทย ระบุว่า ปี 2563 ผู้คนทั่วโลกเผชิญภาวะอดอยากหิวโหย กว่า 700 ล้านคน และผู้คนกว่า 2.4 พันล้านคน หรือเกือบ 30% ของประชากรโลก อยู่ในภาวะไม่มีความมั่นคงด้านอาหาร ส่งผลต่อภาวะทุพโภชนาการ ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มากกว่า 148 ล้านคน เตี้ยเกินไป มากกว่า 45 ล้านคน ผอมเกินไป และมากกว่า 37 ล้านคน อ้วนเกินไป ปัญหาโภชนาการจากการบริโภค เช่น บริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม น้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน กระทบต่อสุขภาพที่ส่งผลต่อรายจ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ
นี่คือวิกฤตการณ์ทางอาหารที่คนไทยเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะปัญหาทุพโภชนาการ เด็กไทย มีภาวะ เตี้ย ผอม และน้ำหนักเกินเกณฑ์ นำไปสู่ปัญหาโรคอ้วนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ พบว่า คนไทยยังกินผักและผลไม้ไม่ถึงเกณฑ์แนะนำในแต่ละวัน โดยในปี 2562 มีเพียงร้อยละ 37.5 หรือประมาณ 4 ใน 10 คน ที่กินผักและผลไม้เพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กวัยเรียน อายุ 6-14 ปี มีเพียง 2-3 คน จาก 10 คน ที่กินผักและผลไม้เพียงพอ

ความเสี่ยง…เมื่อสภาพแวดล้อมทางอาหารเปลี่ยน
เมื่อผักและผลไม้ เป็นกุญแจสำคัญ เสริมศักยภาพภาวะโภชนาการของผู้คน แต่สถานการณ์ที่พบกลับเป็นข้อบ่งชี้ว่า ระบบเศรษฐกิจ กำลังผลักให้คนไทยยิ่งเข้าถึงผักและผลไม้ได้ยากขึ้น สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนผ่าน
ข้อมูลที่พบว่า “ตลาดผักและผลไม้สด” ยังเป็นรองตลาดอาหารแปรรูป
เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาพแวดล้อมทางอาหารเปลี่ยนไป ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (modern trade) เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด แม้ช่วยเพิ่มทางเลือก และโอกาสเข้าถึงอาหารของคนไทย แต่ในทางกลับกันก็ลดโอกาสการเข้าถึงอาหารประเภทผักและผลไม้สดเช่นกัน
สิ่งที่น่ากังวลคือ ผลิตภัณฑ์อาหารที่ขายในร้านสะดวกซื้อ ส่วนใหญ่เป็นอาหารแปรรูป เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรี มีสัดส่วนวางจำหน่ายมากที่สุดถึง ร้อยละ 41.4 ต่างจากอาหารประเภทผักและผลไม้สด ที่ส่วนใหญ่ไม่มีวางขาย พบเพียงผัก ผลไม้กระป๋อง เพียง ร้อยละ 2.1 เท่านั้น
ทั้งที่ข้อค้นพบจากต่างประเทศ ชี้ชัดว่า การกินผักและผลไม้ ไม่เพียงสร้างประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพของประเทศ ทำให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้น อย่างในประเทศแคนาดา พบว่า หากรัฐสามารถลดสัดส่วนการกินผักผลไม้ไม่เพียงพอของชาวแคนาดาได้ร้อยละ 1 ต่อปี ในอีก 20 ปีข้างหน้า รัฐจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายทางสุขภาพของประชาชนได้ถึง 10.8 พันล้านแคนาเดียนดอลลาร์ และหากรัฐทำให้ประชาชน กินผัก ผลไม้เพิ่มขึ้น 1 ส่วนต่อวันได้ รัฐจะประหยัดงบประมาณได้ถึง 9.2 พันล้านแคนนาเดียนดอลลาร์
ไม่ต่างจากประเทศอังกฤษ ที่พบว่า หากรัฐใช้นโยบายอุดหนุนทางราคาผักผลไม้ ร้อยละ 10 จะช่วยให้ประชาชนโดยรวมกินผักผลไม้เพิ่มขึ้น 0.25 ส่วน และหากรัฐอุดหนุนราคาผักผลไม้ ร้อยละ 30 กับกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย จะช่วยให้ประชาชนกลุ่มนี้กินผัก ผลไม้เพิ่มขึ้น 0.53 ส่วน ซึ่งนโยบายนี้ถูกประเมินว่า คุ้มค่ากับการลงทุน
สานพลัง เดินหน้า “อิ่มและดี 2030” พลิกโฉมระบบอาหารยั่งยืน
นั่นเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง ที่คณะทำงานความร่วมมือไทย ร่วมกับ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก และศูนย์พืชผักโลก พยายามทำให้เห็นสถานการณ์ปัญหาความมั่นคงทางอาหารที่ทั่วโลก รวมถึงไทยกำลังเผชิญ ซึ่งก็สอดคล้องกับ ที่การประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลกปี 2564 (UNFSS 2021) องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้สนับสนุนประเทศสมาชิกขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนระบบอาหาร ทั้งวิธีการผลิต การกระจาย และการบริโภค เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ภายใต้แนวคิด “อิ่มและดี 2030”
โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยประสานงานหลัก จึงร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย 40 หน่วยงาน สานพลังความร่วมมือเพื่อสื่อสาร Food and Agriculture Systems Stocktaking “เส้นทางสู่การพลิกโฉมระบบอาหารที่ยั่งยืนของประเทศไทย”
นี่คือสิ่งที่ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนเจตจำนงของหน่วยงานไทย สู่ความหวังพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน “อิ่มและดี 2030” ใน 5 ด้าน คือ
1. “อิ่ม ดี ถ้วนหน้า” การเข้าถึงอาหารปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ 2. “อิ่ม ดี มีสุข” ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3. “อิ่ม ดี รักษ์โลก” ส่งเสริมระบบการผลิตที่เพียงพอและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4. “อิ่ม ดี ทั่วถึง” ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่เสมอภาค เท่าเทียม และ 5. “อิ่ม ดี ทุกเมื่อ” สร้างระบบที่มีความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤต
เช่นเดียวกับ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ยืนยัน สนับสนุนการพลิกโฉมระบบอาหารที่ยั่งยืนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี 2573 โดย สสส. เร่งสานพลังภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่ ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ 1. ส่งเสริมให้เกิดความรอบรู้ และบูรณาการความร่วมมือหนุนเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะด้วยระบบอาหารที่ยั่งยืน ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต 2. ส่งเสริมระบบตลาดอาหารปลอดภัยในชุมชน สร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน/ชุมชน 3. ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ สื่อสารรณรงค์สังคมขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
“โมเดลต้นแบบระบบอาหารชุมชนได้เน้นความสำคัญของการสร้างผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ คือ พัฒนาต้นแบบแหล่งผลิตอาหารปลอดภัย/อินทรีย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค กระตุ้นเศรษฐกิจอาหารชุมชน ระดับกลางน้ำ ส่งเสริมระบบการขนส่ง/เชื่อมโยงผลผลิต และพัฒนารูปแบบการประกอบการให้เหมาะสมกับบริบทชุมชน วัฒนธรรม สร้างรายได้ชุมชน และ ระดับปลายน้ำ สื่อสารความรอบรู้การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ สร้างจิตสำนึกการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ ลดหวาน มัน เค็ม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาวะลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ ส่งผลสู่การผลักดันนโยบายสาธารณะ” ดร.นพ.ไพโรจน์ ระบุ
เมื่อความมั่นคงทางอาหาร หนึ่งในปัจจัยสี่ เป็นยุทธศาสตร์หลักของแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนของหลายหน่วยงาน ที่พยายามก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อเดินหน้าพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ภายในปี 2573 ยุติภาวะทุพโภชนา ลดความอดอยากหิวโหย Zero Hunger อย่างยั่งยืน



